Friday, May 30, 2008

สวนรถไฟ

อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างงี้ ถ้าว่างๆแล้วอังเอิญว่าฝนไม่ตกหรือหยุดตกแล้ว ก็น่าไปสวนนะ สวนไหนก็ได้ อากาศดีมากๆ ไม่มีแดด ลมเย็นๆ บรรยากาศชิวๆ วันนี้เลยไปสวนรถไฟ เวลาผ่านไปก็นั่งลุ้นว่าฝนจะตกมั้ย สรุปตอนไปฝนไม่ตก ตกตอนไปถึงแล้ว ดีนะที่ตกแปปเดียว พอออกไปอยุ่ที่โล่งๆเลยไม่ร้อน

เมื่อฝนตก (สมมติว่าเห็นสายฝนโปรยลงมา) มันตกจริงๆนะ

ร้อนจนควันขึ้นเลย

เดินตามหารักแท้ เอ้ย ที่เช่าจักรยาน....นี่ไงจักรยาน ต้องเดินต่อไป --"

แวะเล่นที่สนาม"เด็ก"เล่น คงพอจะเดาได้ว่าผลเป็นไง

ระหว่างที่ขี่จักรยาน

ขี่ไปตามทาง
มีทั้งสวนและรถไฟ

ป.ล. การที่แดดออกไม่ได้แปลว่าฝนจะไม่ตก การที่ฝนไม่ตกไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีวันตก

Thursday, May 29, 2008

น้ำมัน..ผิด

นั่งรถผ่านปั๊มน้ำมันเห็นเลขสี่อยู่ที่หลักสิบบนป้ายประกาศราคาน้ำมันแล้วมันน่าตกใจซะจริงๆ เห็นทีไรก็นึกถึงเมื่อก่อนที่น้ำมันลิตรละสิบกว่าบาททุกที

น้ำมันแพงขึ้นทุกวันแบบนี้ก็ทำเอาคนไทยเดือดร้อนกันไปหมด แต่คนก็ยังต้องใช้รถอยู่ดี อากาศร้อนๆแบบนี้ใครๆก็อยากอยู่แต่ในที่เย็น ขนาดจะเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์ยังคิดแล้วคิดอีกเลย

พูดถึงรถเมล์ วันนี้รถร่วมขสมก.หยุดเดินรถประท้วง แถวกระทรวงคมนาคมคงจะรถติดหนักน่าดู แต่ถนนที่ผ่านประจำอย่างอ่อนนุช สุขุมวิทที่กำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถติดประจำ วันนี้ถนนโล่งกว่าปกติ อาจเป็นเพราะจำนวนรถน้อยลง BTSกับแท๊กซี่คงมีคนใช้บริการไม่น้อยเลยทีเดียว

จะว่าไปก็น่าเห็นใจ พวกรถเมล์ น้ำมันแพงขึ้น ไม่ขึ้นตามก็ขาดทุน แต่ถ้าขึ้น ผู้โดยสารที่ยังจำเป็นต้องโดยสารรถประจำทางก็เดือดร้อน ข้าวของก็แพง ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละวันที่สูงขึ้น กับเงินเดือนอันน้อยนิด (ถ้าเยอะก็คงไม่ขึ้นรถเมล์กันหรอก)

ถ้าอากาศไม่ร้อนอย่างนี้คงมีทางออกที่น่าสน อย่างคนกรุงเทพขี่จักรยานไปทำงานแทนเนอะ ทั้งประหยัดทั้งได้ออกกำลังกาย ไม่ทำให้โลกร้อนด้วย เศรษฐกิจแบบนี้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด แต่เรื่องเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ เอ๊ะยังไง (-"-)

ป.ล. ถ้าน้ำมันขึ้นถึงลิตรละห้าสิบจะเป็นยังไงกันนี่??

Wednesday, May 28, 2008

เมื่อความ"อยาก"มาพบกัน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นวันที่แสนจะธรรมดาวันหนึ่ง เดินทางไกล ไปถึงกรมที่ดินแถวเอแบคบางนา จะว่าไปก็ไม่ไกลเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ไปโรงงาน ทำงานเดิมๆให้เสร็จ

แล้วก็ไปสยามกะกุ๊กกะอ้อม ตอนแรกก็ไปเพราะอ้อมบอกว่าปีสองชวนน้องไปเที่ยวกัน ก็เลยไป ไปถึงไปนั่งกินติมกัน อ้อมบอกว่าน้องร้องเกะกันอยู่ กินเสร็จเข้าไปดู น้องเยอะได้อิก แต่หน้าไม่คุ้นเลยซักคน จะว่าไปรุ่นเดียวกันบางคนก็ไม่คุ้น เหอะๆ

แต่ก็ไม่ได้เข้าไปนั่ง พอดีเจอพวกนัทสึ เลยยืนกันอยู่หน้าห้องประมาณสิบนาที แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินเล่นกัน แล้วก็ไปโบนันซ่าเดินเล่นไปเรื่อย แล้วกุ๊กก็เกิดอยากเจาะหูขึ้นมา ก็เลยอยากกันไปหมด สรุปก็เจาะกันหมด อยู่ดีๆก็หาเรื่องเจ็บตัวกันถ้วนหน้า แต่ด้วยความอยากที่ไม่อยากอยู่นานแล้ว เจาะเสร็จก็เดินปวดกันไปอย่างสบายใจ

ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ความต้องการของคนหลายคนมันเกิดพร้อมกัน แต่บางครั้งการได้ทำอะไรที่อยากจะทำ มันก็เป็นความสุขอย่างนึง ถ้ามีโอกาสก็รีบทำซะ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป บางทีมันก็ไม่ได้มาตามคำเรียกร้อง...

Sunday, May 25, 2008

Holidays

นี่ก็ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว วันหยุดปิดเทอมที่เหลือ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดทั้งหลายในโอกาสต่างๆ เมื่อมีเวลาว่างอย่างนี้ หลายคนก็คงอยากไปผ่อนคลายจากการเรียน การทำงาน ได้หยุดทั้งทีแล้วน่าจะไปหาอะไรทำสนุกๆบ้าง บางคนกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปต่างจังหวัด ไปเที่ยว สูดอากาศนริสุทธิ์ริมทะเล ที่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าในเมืองกรุง คงเป็นการผ่อนคลายที่ดีทีเดียว

แต่ก่อนจะไปตรวจสอบทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนนะ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก การเดินทาง ถ้าขับรถไปเองก็ตรวจสภาพรถกันหน่อยเพื่อความปลอดภัยกับตัวท่านเอง ตอนนี้ภาวะน้ำมันแพงคงทำให้หลายคนไม่อยากเติม แล้วคำว่าเดี๋ยวค่อยเติมมันก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดขึ้นเลย ถ้าอยากลุ้นตอนน้ำมันใกล้หมดก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าลุ้นแล้วมันไม่มีให้เติมนี่ก็คงเดือดร้อนกันไป

ไปรถโดยสารก็อย่าลืมตั๋ว ไปขึ้นเครื่องก็อย่าลืมพาสปอร์ตแต่เอาบัตรประชาชนไปด้วยก็ดีนะ บางทีมันก็จำเป็นต้องใช้ อย่างเวลาจะไปชะอำแล้วบังเอิญว่าใจพาไปทางประเทศเพื่อนบ้านจะได้มีที่กิน ที่นอนกัน เอ๊ะ แอบไม่เกี่ยว

ยังไงก็ใช้วันหยุดให้คุ้มค่า สนุกสนาน ปลดปล่อยให้เต็มที่เรย เดี๋ยวก็ต้องกลับไปเจอเรื่องวุ่นวายในโลกความเป็นจริงอีกแล้ว

Tuesday, May 20, 2008

ความกังวล

ความกังวล บ่อเกิดของความทุกข์ แต่นำมาซึ่งประสบการณ์...ยังไงกัน?

บางคนมีมันตามติดอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่ชอบเก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆมาคิด(ไปเอง) จนบางทีมันก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เรื่องใหญ่ที่คนอื่นอาจบอกว่าแค่นี้เอง แล้วบางทีมันก็แค่นี้จริงๆแหละ แต่มันกลับวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร กับพวกที่ต้องคิดงานตลอดเวลา ก็มักจะมีมันคอยมาก่อกวนอยู่เรื่อยเชียว

คงไม่มีใครไม่เคยกังวลเป็นแน่ อย่างน้อยก็ก่อนสอบแหละน่า แล้วไอ้เจ้าตัวความกังวลนี่มันก็ช่างตื้อซะด้วยสิ ถ้าไม่รีบแก้ปัญหามันก็เกาะอยู่ในใจต่อไป แต่ก็นะ บางทีบางอย่างมันก็แก้ไม่ได้ นอกจากรอให้เวลาเดินผ่านไปเร็วๆ ในบางสถานการณ์เวลาก็มีส่วนช่วยคลายความกังวลไปได้บ้าง

เจ้าความกังวลนี่มันสามารถแปลงร่างเป็นได้หลายอย่างนะ เป็นความกลัว กลัวคนอื่นจะคิดยังไง กลัวว่าจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ คิดไปเองต่างๆนานา เป็นความรู้สึกผิด ถ้าทำอย่างงั้น มันก็คงไม่เป็นอย่างงี้ เป็นความห่วง ไม่ใช่ห่วงที่แป้นบาสนะ ห่วงว่าใครจะเป็นอะไร คิดยังไงรึเปล่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีซะทีเดียว ถ้าลองมองอีกด้าน นอกจากความวุ่นวายในชีวิตแล้ว มันยังให้ประสบการณ์ที่อาจจะไม่น่าจดจำ แต่ในภายภาคหน้าใครจะไปรู้ว่าจะต้องเจอปัญหาแบบนี้อีกมั้ย มันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ การมีประสบการณ์ก็ดีกว่าไม่มีเลยไม่ใช่หรอ แล้วยังแนะนำให้รู้จักกับความรอบคอบ ไม่ประมาทอีกด้วย

แล้วเราจะกำจัดความกังวลได้ยังไง อย่างแรกก็สติ ไม่มีก็หาทางออกไม่เจอหรอก พอมีแล้วก็คิดดูว่ามีทางออกอื่นอีกมั้ย ถ้านึกไม่ออกก็ลองพักซักแปป ให้เวลาตัวเองตั้งตัวหน่อย จัดระเบียบสมอง เปิดทางซักนิดให้ความคิดใหม่ๆเดินเข้ามา แล้วค่อยลุยกันต่อ เวลาเครียดๆมันนึกอะไรไม่ออกหรอก

Monday, May 19, 2008

The Venetian (Macau)

กลับมารานงานตัวคับป๊ม ('o')> แอบหนีไปเที่ยวมาเก๊ามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ก็เลยอดไปงานบอลฯเลยง่ะ ฮือๆ T.T แต่เอาเหอะ ปีหน้ายังมี ถ้ามีโอกาสได้ไปนะ อิอิ

เริ่มกันเลยดีกว่า...เรื่องมันมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เอ่ออ ไม่ใช่นิทาน แล้วก็ไม่นานเท่าไหร่ด้วย ก็เมื่อวันที่17เองนี่แหละ เครื่องออกตอนสิบโมง ไปถึงก็ประมาณเกือบๆบ่ายสามเวลาของมาเก๊าที่เร็วกว่าเราชั่วโมงนึง วันนั้นเวลาที่เหลือจนถึงเที่ยงคืนที่ห้างจะปิดก็ไม่ได้ทำไร นอกจากตื่นตาตื่นใจกับความสวยงาม หรูหรา อลังการงานสร้างของโรงแรมที่เหมือนอยู่ในเวนิส ทั้งสถาปัตยกรรมและคูคลอง ที่มีเรือ gondola ให้ไปล่องกันได้ อันนี้ไม่ฟรีนะพี่น้อง




โรงแรมที่ไปพักนี่ชื่อ The Venetian Macao Resort Hotel มันจะมีคาสิโนอยู่ที่ชั้นหนึ่ง กับ ทั้งชั้นสามที่มีร้าน brand name ทั้งหลาย เดินกันขาลากเลยทีเดียว เพราะมันค่อนข้างกว้างแล้วก็ยังเดินไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ แถมยังไม่มีจุดหมายที่อยากไปด้วย เดินกันไปเรื่อยบนชั้นสาม มีบางจุดที่มีโชว์แนวๆเวนิสนั่นแหละ สนุกสนานกันไป เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เพดานของชั้นสามตรงที่มีร้านเยอะๆนั่นมันเป็น เหมือนท้องฟ้าจริง ก็เลยดูเหมือนสว่างอยู่ตลอด เดินยังไงมันก็ไม่มืดซักที ก็เลยเดินกันเพลินพอดูเวลาก็รู้สึกเมื่อยขึ้นมาทันที เพราะตอนนั้นสี่ทุ่มก็เดินมาหลายชั่วโมงแล้ว ก็เลยขึ้นห้องกันไป



ซักพักก็ชวนม่าไปเดินเล่นที่คาสิโน ด้วยความที่เขาไม่ให้เด็กต่ำกว่า18เข้า เพราะเคยไปอยู่ที่นึงแต่เข้าไม่ได้อายุไม่ถึง ตอนนี้เข้าได้แล้วเลยยิ่งอยากเข้าไปดู ปกติไม่ชอบไป ไม่ชอบเล่น การพนันมันอยู่ที่ดวง แต่พอดีมันไม่มีดวงทางนี้เอาซะเลย เข้าไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดความอยากลองขึ้นมาซักนิด เหอๆ ลองถามคนที่ไปเล่นบางคนก็ได้ บางคนก็เสีย แต่ก็บอกว่าไปเล่นกันขำๆทั้งนั้น คนได้ก็เท่ากับได้ช๊อปฟรี คนเสียก็ถือซะว่าไปเล่นสนุกๆได้เปลี่ยนบรรยากาศเสี่ยงดวง

วันต่อมาตอนแรกวางแผนกันไว้หรือคิดเองก็ไม่รู้แฮะว่า จะออกซักเก้าโมง นั่งเรือข้างไปฝั่งฮ่องกง ใครจะไปไหว้พระก็ขึ้นกระเช้าไป ใครไม่ไปก็อยู่ช๊อปที่นั่น ที่ไปก็ค่อยกลับมาช๊อปทีหลัง แล้วนั่งเรือกลับตอนค่ำๆ แต่ก็ผิดแผน เพราะเรือออกสิบโมงครึ่งแล้วต้องกลับตอนสี่โมง ด้วยสาเหตุบางประการ ก็เลยไม่ไปไหว้พระ เพราะกลัวกลับมาไม่ทันและกลัวไม่ได้ช๊อป ด้วยเวลาอันน้อยนิดที่มี ก็เลยเดินกันอยู่ในฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรอยู่ดี เพราะตอนแรกคิดว่าจะไปซื้ออีกที่ คล้ายๆเจเจแต่เปิดตอนเย็นๆค่ำๆ ซึ่งไม่ทันแน่นอน



แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีคนหายไป.. นัดกันตอนสองโมงสี่สิบห้าที่ร้านขายยาแห่งหนึ่ง ถ้าผิดพลาดยังไงให้ไปเจอที่ท่าเรือ แต่รอจนสามโมงสิบห้าก็ยังไม่มา เลยตัดสินใจไปท่าเรือเผื่อจะไปที่นั่นแล้ว แต่ก็ไม่เจอแล้วตอนไปถึงนั้นก็อีกสิบนาทีเรือจะออก ก็เลยกลับไปก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะเสียค่าเรือน้อยหน่อย เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่าซื้อตั๋วไปแล้ว คืนก็ไม่ได้ เลื่อนก็ไม่ได้ คนที่ขึ้นเรือกลับก่อนก็นั่งนิ่งเครียดกันไปตามๆกัน คนที่หายไปไม่มีโทรศัพท์ด้วยสิ เลยได้แต่รอ เวลาผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แวว จนใกล้จะถึงก็มีโทรศัพท์มาว่าเจอแล้ว ทุกคนต่างก็ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ โล่งอกที่เจอ

สรุปว่าร้านขายยานั้นมันมีสองสาขา แต่เข้าใจผิดกันก็เลยไปรอที่คนละสาขา พอเห็นว่าผิดเวลาก็เลยมาที่ท่าเรือ ซึ่งก็ไม่ใช่ท่าเรือที่ขึ้นมาตอนแรกด้วย ถึงจะช้าแต่พอเจอหน้ากันก็ลืมเหนื่อยไปเลย ด้วยความดีใจ หายห่วง

พอเจอกันที่โรงแรมแล้วก็ไปกินข้าวเพราะมันก็ค่ำแล้ว กินเสร็จก็ไปเดินกันต่อ แล้วคืนนี้ก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรอยู่ดี แต่ก็แอบมองกระเป๋าอยู่ใบนึง เดินจนเขาใกล้ปิด แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ไปนั่งเอาเท้าแช่น้ำอุ่นในอ่างกันกับน้องๆ หลังจากเดินมาทั้งวัน ห้องน้ำมันใหญ่พอที่จะนั่งรอบอ่างได้ถึงหกคน แถมยังไม่ต้องกลัวว่าใครจะเข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะมันมีห้องน้ำแยกออกไปอีก แล้วก็อาบน้ำนอน หลับยาวเลย


วันนี้ไม่ค่อยมีไร ตื่นมาตอนเก้าโมง ทำไรเสร็จก็ไปเดินกับม่าอีกรอบ ก่อนกินข้าวเที่ยง แล้วก็เดินผ่านร้านเดิมที่ดูกระเป๋าใบเมื่อวาน แต่ก็ยังไม่ซื้อ เดินดูเผื่อว่าน้องอยู่ร้านแถวๆนั้น เห็นว่าจะไปซื้อเสื้อ เดินไปไม่เจอจะถึงที่กินข้าวอยู่แล้ว เดินไปก็นึกถึงแต่กระเป๋าใบนั้น สุดท้ายก็กลับไปซื้อจนได้ --" สบายใจแล้วได้เสียตัง ไม่งั้นไปแล้วไม่ได้ของกลับมาแล้วมันตะหงิดๆ เดินตัวเบามากินข้าว แล้วไปสนามบิน


ตอนเครื่องออก ฝนตก สภาพอากาศไม่ค่อยดี นั่งมาก็ขึ้นๆลงๆตามสภาพตลอดทาง ลงมาก็ซื้อช๊อคโกแลตที่ duty free มาให้ป๊ากะม๊ากล่องนึง แต่คงกินเยอะไม่ได้ เพราะงั้นเดี๋ยวจะช่วยกิน ว่าแต่เอาไปไว้ไหนหว่า สงสัยจะอยู่ในรถ ช่างมันเดี๋ยวค่อยไปเอา จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกว่านั่งโครงเครงอยู่เลย ทั้งเครื่องบินทั้งเรือสามวันติดกันนี่มันมึนจริงๆ ถ้าอยู่ยาวกว่านี้ เขียนเยอะกว่านี้แย่แน่ๆ ไปตามหาหัวใจ เอ้ย ช๊อคโกแลตดีกว่า

Thursday, May 15, 2008

อดีตที่ปวดร้าว กับ อนาคตที่เปลี่ยนไป

"หากเธอยิ่งคิดแล้วยิ่งต้องเสียใจต้องร้องไห้
ติดกับความคิดที่เธอปวดร้าวยิ่งช้ำใจ
หากเป็นอย่างนั้นไม่คิดไม่คิดถึงมันจะดีกว่าไหม
ปล่อยใจเธอหยุดพัก อยู่กับฉันแค่สักวันอย่าคิดเลย"

คิดว่าหลายคนคงรู้จักเพลงนี้ หรือไม่ก็เคยฟังอยู่บ้างถึงจะร้องได้หรือไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหา เอ๊ะ คุ้นๆ ไม่เกี่ยวด้วย เออช่างมัน มันคือเพลง "อย่าคิดเลย ของ พีซเมกเกอร์" อย่าที่เพลงบอกถ้าคิดถึงเรื่องแย่ๆเรื่องนั้นแล้วต้องมานั่งเสียใจ แล้วจะคิดไปทำไม ลองหยุดคิดดูซักพัก อย่างน้อยก็ซักวันที่อยู่กันคนที่รักเรา เราอาจจะชอบที่ไม่มีมันอยู่ในหัวก็ได้ ทำใจให้สบายออกไปเที่ยวเล่นดีกว่า ไม่รู้จะไปไหนกับใคร ก็ไปสวนสาธารณะที่ไหนซักแห่ง เดินเล่นชิวๆ ดูต้นไม้ใบหญ้า แต่อย่าไปโดดน้ำเล่นหละ ไม่ก็ไปดูหนังโหดๆซักเรื่อง ระบายอารมณ์ดีเหมือนกัน ตอนนี้ก็นี่เลย "Never Back Down" จะว่าไปเรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลงนี้นะ สิ่งที่ทำให้บอบช้ำ ไม่ได้แค่ทำให้ปวดร้าวเสียใจ แต่ยังให้ประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วย คนที่มีความหลังที่โหดร้าย เจ็บปวดกับมันทุกครั้งที่มีคนพูดถึง แต่ก็ต่อสู้กับมัน เพื่อศักดิ์ศรี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องต่อสู้กับมันอีก เผชิญหน้ากับความจริงที่ซักวันเราก็ต้องเจอมันอยู่ดี เอาความสุขที่รออยู่มาเป็นพลังให้ก้าวต่อไป วางความเจ็บปวดนั้นไว้ แล้วให้มันคอยเตือนถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความรู้สึก แต่เพื่อสอนไม่ให้กลับไปเจอเรื่องเดิมๆอีก

ปอลอ.
สงสัยใกล้ได้เวลานอนแล้ว ง่วงได้อีก ขอให้ทุกคนหลับฝันดีอย่างสบายใจ
อ้อ Happy Birthday ทู พี่เอก ขอให้มีความสุขมาก หายเร็วๆหละ

Sunday, May 11, 2008

First Meet @ ท่าพระจันทร์

แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวเรือจะไปขายของ ขอเชิญน้องๆมาเรียนเอสไอ ฮิ้วววววว....

เอ่ออ จะเชิญทำไมจ่ายตังไปแล้วนิ เหอๆ พอดีว่าติดลม ไปงาน First Meet ที่ท่าพระจันทร์มา ดูเหมือนน้องมากันน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ก็เหนื่อยได้อีก รั่วกันเลยพี่น้อง อ้อมกะกุ๊กเป็นพี่เนียนได้เนียนสุดๆ เพราะเห็นมันชอบแว๊บมาหา บางทีก็แอบส่งสายตา ปิ้งๆ เอ๊ะ อันนี้ไม่ใช่ละ เลยแอบคิดว่าน้องคงรู้นานแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ เยี่ยมไปเร้ยยย สงสานน้องเต้มากมาย เธออยู่แต่กับกุ๊ก แต่ก็พอมีเพื่อนอยู่บ้าง ไม่อยากคิดว่าถ้าน้องเค้าไม่ใช่คนอัธยาศัยดี เค้าคงไม่มีเพื่อนเดินออกไปจากงานด้วยกันเป็นแน่ เพลงเพียงกระซิบของแบล็คเฮด เป็นเพลงที่ปลดปล่อยมากเลย โดยเฉพาะท่อนที่ไม่มีในเนื้อเพลงปกติ อันสุดท้ายนี่สมมุติว่าเกี่ยวไปละกันนะ

เมื่อวานก็ไป workshop แล้วไปเล่นว่าวต่อ ที่สนามหลวง ตอนเย็นๆชิวมากๆ นึกถึงว่าวแล้วรู้สึกว่าเหมือนตัวเองยังไงก็ไม่รู้ มีอิสระอยู่นรท้องฟ้า แต่ไปไหนไม่ได้ ต้องล่องลอยอยู่ที่เดิม ตามที่เจ้าของจะต้องการให้มันอยู่ เหมือนชีวิตที่มีคิดว่าอิสระแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าอ่านแล้วมานเบลอๆงงๆก็ไม่ต้องสงสัย เดี๋ยวจะมาแก้ให้ทีหลัง เพราะมันน่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าเขียนได้แล้ว จบจากนี้คงต้องไปล่องลอยในฝันแล้วหละ ไม่งั้นคงได้ hibernate อยู่แถวนี้แน่ๆ ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ (ที่เร็วกว่าทุกวัน)

Friday, May 9, 2008

Happy Ending

เห็นหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็คิดถึงมันทุกที หนังสือที่ว่านี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Happy Ending Vol.1 เล่มโปรดนั่นเอง อาจเป็นเพราะว่าเป็นหนังสือเล่มแรกซื้อมาอ่านในรอบหลายๆปี นอกจากหนังสือเรียน บวกกับเรื่องแฮปปี้ๆในหนังสือเล่มนี้ ก็เลยเกิดติดใจมันขึ้นมา เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เล่มสองจะลืมตามาดูโลกซะทีจะรีบไปหามาอ่านเลย

พุดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ก็คงจะไม่มีใครอยากให้มันจบแบบแซดๆหรอกใช่มั้ย เวลาไปดูหนังที่จบเศร้าบางทียังคิดว่าไม่น่ามาดูเลย แต่คิดในทางที่ดี ถ้ามันไม่จบอย่างงั้นก้อเดาออกกันหมดสิว่ามันจะจบยังไง เหมือนละครหลังข่าวหลายๆเรื่อง ได้ยินมาว่าคนที่มีความสุขจะอายุยืน แต่ชิวิตจริงมันก็ไม่ได้ดีเหมือนในนิยายซักเท่าไหร่ เพราะงั้นก็หาความสุขให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ แล้วก็กลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายต่อไป

แต่บางเรื่องมันก็ไม่ควรจะจบแฮปปปี้นะ อย่างเวลาโดนยุงดูดเลือดเนี่ย อยากถามมันจังเลยว่า ช้านไปทำร้ายแกตอนไหนถึงต้องมาทำร้ายช้ายเนี่ย สุดท้าย บางคนก็คงปล่อยมันลอยนวลไป แต่เชื่อสิคนส่วนใหญ่ต้องตบมันแบนแน่ๆ ถ้าโดนนะ เพราะคงไม่มีใครอยากให้มันกัดซ้ำหรอกใช่มั้ย จะว่าไปเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกันเนี่ย เอาเถอะชักจะเริ่มมั่วแล้ว

เอาเป็นว่าขอให้ทุกคนมีความสุขละกัน เดี๋ยวอะไรๆก็ดีตามไปเอง เรื่องเครียดๆก็ปล่อยๆมันไปมั่ง ลัลล้ากันดีกว่า เครียดแต่คิดไม่ออกก็ไร้ค่า ชีวิตยังอีกยาวไกล

Sunday, May 4, 2008

Melody of Life

สงสัยเริ่มจะกลับสู่อาการเดิมแล้วสิ อาการขี้เกียจเขียนกำเริบ เขียนบ่อยๆได้แค่ไม่กี่วัน ประมาณว่าเห่อ หลังจากนี้ก็จะเห็นว่าเริ่มห่างหาย ด้วยความขี้เกียจที่มันไม่เข้าใครออกใคร เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเอาซะเลยนะนี่ พอขี้เกียจครั้งนึงมันก็จะขี้เกียจไปเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นไปแล้ว ถ้าไม่ว๊างว่างก็คงจะได้เขียนนะเนี่ย เพราะช่วงนี้แดนซ์มันส์ เหอๆ เลยแว๊บไปแดนซ์บ่อยๆ ไม่ได้ไปท่องราตรีนะ เด็กดีขนาดนี้แดนซ์ยังหน้าโรงเรียนแลย โรงเรียนไหนไปหาเอาเอง อิอิ

เมื่อวานไปดูคอนเสิร์ต Melody of Life ที่ Central World สนุกดี ใครที่อยากตามแฟชั่นแต่ตามไม่ค่อยทัน ว่างๆแนะนำให้ไปงานแบบนี้นะ เพราะมันเหมือนเป็นแหล่งรวมแฟชั่นเด็กแนว ทุกคนแต่งตัวแนวเดียวกันหมด เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ กางเกงขาสั้น หรือจะเป็นกางเกงขาเดฟนี่ก็ขาดไม่ได้เลย เมื่อก่อนที่กางเกงแนวนี้มาใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีคนใส่ บางคนว่าเสี่ยวมั่ง ลาวมั่ง แต่ตอนนี้ก็ต้องไปหามาใส่กัน เพราะงั้นอะไรที่ตัวเองไม่ชอบก็อย่าคิดว่าคนอื่นต้องไม่ชอบด้วยเพราะไม่แน่คนที่หามาใส่อาจจะเป็นคนใกล้ตัวก็ได้ ก็เหมือนกระแสความนิยมบางอย่างที่พอน้อยคนทำก็ว่า แต่พอมีคนทำเหมือนกันมากขึ้น สุดท้ายมันก็เป็นที่ยอมรับ

จะว่าไปไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ๆที่คนเยอะๆนานแล้ว ล่าสุดก็ตั้งแต่ลูซิเฟอร์มานั่นแหละ แต่บรรยากาศของคอนเสิร์ตครั้งนี้ชิวมากๆ เพลงก็ชิว คนก็ชิว หมายถึงตอนกลางวันหนะ พอยิ่งเย็นคนยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ข้างในจากที่กว้างๆก็เป็นปลากระป๋องขึ้นมาทันที ขนาดอยู่ข้างหลังยังออกยากเลย แล้วถ้าเกิดคนที่อยู่ข้างหน้าเกิดต้องไปห้องน้ำกะทันหันมันจะไปทันมั้ยหนะ แต่คอนเสิร์ตถ้าไม่มีคนหรือคนน้อยมันก็คงจะไม่สนุกสินะ ดีนะเมื่อวานไม่ค่อยร้อน แดดไม่ออก แต่ถ้าได้อยู่ต่อคงดีกว่า ฮ่าๆๆ กลางคืนมันไม่ร้อนแล้ว มีลานเบียร์ มีดนตรีฟัง นั่งเมา เอ้ย นั่งคุย นั่งเล่น เอ๊ะ แบบนี้มันคุ้นๆนะ ถ้าเป็นหน้าหนาวด้วยจะดีมากเลย เหอๆ