เพราะว่างทำให้ได้คิด
เพราะว่างทำให้ฟุ้งซ่าน
เพราะว่างทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย
เพราะว่างทำให้มีจินตนาการ
เพราะว่าง...ทำให้เกิดเรื่องราวของโลก้า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในขณะที่โลกยังมีแม่มด พ่อมด มังกร นักเวทย์และปีศาจอยู่นั้น ยังมีเด็กน้อยผู้หนึ่ง ชื่อว่า โลก้า ผู้เกิดหลังวังแห่งกษัตริย์
เด็กน้อยคนนั้นเป็นเด็กฉลาด เก่งในทุกด้านและชอบออกผจญภัยในป่าใหญ่ วันหนึ่ง โลก้าออกไปล่าสัตว์กับพ่อ แต่ดันไปล่าสัตว์ตัวเดียวกันกับเจ้าชาย
“เจ้าเป็นใคร บังอาจมาแย่งหมีควายของข้า ไม่กลัวตายหรืออย่างใด” โลก้า ยืนอย่างไม่หวั่นไหว “ข้าคิดว่าสัตว์ป่ามิได้เป็นของใครและไม่ทราบมาก่อนว่าเจ้าชายมีความประสงค์ต้องการหมีควายตัวนี้” เจ้าชายชอบในความมีไหวพริบของโลก้า จึงอยากประลองความสามารถโดยการท้ายิงธนู
เจ้าขายชี้ไปที่นกที่ห่างไป 7 กม. แล้วบอกว่า “เรายิงพร้อมกัน หากธนูใครโดนก็ถือเป็นผู้ชนะ” โลก้าคว้าธนูขึ้นพร้อมจะยิง แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง “ท่านพี่คะ น้องว่าเรากลับวังได้แล้ว” เมื่อโลก้าหันไปมอง จึงเห็นเจ้าหญิงรูปงาม ผมเธอสีดำ ดวงตาโตเป็นประกาย ริมฝีปากชมพูระเรื่อ และผิวขาวใสปานหิมะยามเช้า
เจ้าชายจึงแนะเจ้าหญิงให้รู้จักกับโลก้า และบอกว่า “ข้าขอประลองกับโลก้าซักตั้งก่อน” โลก้าผู้ที่หัวใจตกอยู่ในความงามขององค์หญิงอริเซียร์รังสิต จึงเล็งธนูพลาดเป็นเฉียดนกน้อยไปเพียงเส้นผม ส่วนของเจ้าชายถูกกลางตัวนกพอดี
“อย่างไรก็ตามเจ้าก็เป็นเพียงชนชั้นสามัญมิอาจทำตัวเทียบเสมอกับข้าได้การแข่งขันครั้งนี้ก็ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วเจ้าต้องถูกลงโทษบ้าง” ในขณะที่เจ้าชายกำลังจะสั่งลงโทษโลก้านั้น บังเกิดฝูงมังกรสีแดงฉานบินข้ามป่า มุ่งตรงไปยังเมือง
“แย่แล้วเจ้ามังกรนั่นกำลังไปที่เมือง เห็นที่ข้าต้องไปปราบมันซะแล้ว อริเซียร์ เจ้ากลับไปรอข้าที่วัง” เจ้าชายตรัส “ข้าขอติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่ เผื่อจะมีอะไรที่ข้าจะพอช่วยท่านได้บ้าง” เจ้าชายมองหน้าโลก้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “อืมม ถ้าเจ้าคิดว่ามีความสามารถกระนั้น ก็ตามข้ามาแล้วกัน”
จากนั้นทั้งสองจึงควบม้าไปยังเมืองพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง อีกส่วนอารักขาเจ้าหญิงผู้เลอโฉมกลับไปยังปราสาท(อริเซียร์ รังสิต มีเชื้อไทย เรียนม.กรุงเทพ แล้วจึงกลับไปช่วยพี่ชายปกครองอาณาจักร)
หากฝันร้ายมีจิงก็คงเป็นภาพที่ได้เห็นเมืองเมลอส เพียงชั่วพริบตา เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในเปลวเพลิง เจ้าชายและโลโก้ เอ้ย โลก้า พร้อมพลพรรคต่างเร่งควบม้า ไปยังปราสาท เพื่อหวังว่าราชายังมีชีวิตอยู่
แต่เมื่อถึงหน้าประสาท ก็พบมังกร ที่มีขนาดใหญ่กว่าช้าง ถึง5เท่าแต่ที่น่าแปลกกว่านั้น มีผู้ชายสวมชุดผ้าคลุมสีดำ ถือคทาประกายสี อยู่บนหลังมังกรชายผู้นั้นเป็นเป็นพ่อมดจอมขมังเวทย์ ชื่อ เฟอร์ฟิน เจ้าชายตรัสถามพ่อมดว่า “เจ้าต้องการอะไร ถึงบุกมาถึงที่นี่” “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าชายของอาณาจักรแห่งนี้มีความสามารถสูงส่ง หาผู้ใดเทียบมิได้ ข้าต้องการประมือกับท่าน” พ่อมดกล่าว
เจ้าชายพลาดพลั้งถูกพ่อมด จับกด และกระทำชำเลาด้านประตูหลัง จนเสร็จไป3ที เอ้ย ไม่ใช่ๆ เจ้าชายคว้าดาบขึ้นพุ่งตรงหามังกรไฟ มังกรไฟพ่นเปลวเพลิงมายังเจ้าชาย เจ้าชายพุ่งตัวหลบ ดีดตัว ปีนขึ้นหลังของมังกรไฟ เอาดาบเสียบที่จุดหัวใจของมังกร พ่อมดเฟอร์ฟิน ณ บางจาก ยิงคาถาสีเขียวที่ได้ร่ำเรียนมาจากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร สเปตูฟาย เจ้าชายกำลังพยายามดึงมีดออกจากหัวใจมังกรจึงหลบไม่พ้น โดนคาถาไปเต็มๆ กระเด็นตกลงมา
พ่อมดเตรียมซ้ำคาถาอีกทีแต่ก็มีลูกธนูเสียบเข้าที่แขน “หยุดนะ” โลก้าเอ่ยขึ้น พ่อมดถามว่า “เจ้าเป็นใครบังอาจมาบอกให้ข้าหยุด ถ้าข้าไม่หยุดแล้วเจ้าจะทำไมข้า” “เจ้าพ่อมดเจ้าคิดว่าการทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้นี่มันยุติธรรมแล้วหรือ มาสู้กับข้าดีกว่า” โลก้าตอบ “เจ้าเด็กน้อย ตัวแค่นี้จะมาสู้อะไรข้าได้” พ่อมดเย้ย “ลองดูหน่อยจะเป็นไร” แล้วก็ยกคันธนูอย่างรวดเร็วยิงไปถูกแขนของพ่อมด
พ่อมดเห็นหนทางลำบากจึงได้เรียกฝูงมังกรโฉบจับเจ้าหญิงอริเชียร์ รังสิตพร้อมใช้คาถาเรียกลูกไฟอามาเก็ดดอน ให้ตกลงมาจากฟ้า พร้อมกับหัวเราะลั่น 5555 เรื่องภายในวันนี้ไม่มีจบง่ายๆ ข้าขอตัวเจ้าหญิงไปก่อนหากเจ้าต้องการพบข้า โปรดมาพบข้าที่สวีทดั้กดินแดนที่ถูกลืม ข้าจะรอต้อนรับเจ้าอยู่ที่นั่นและพ่อมดก็ขี่หลังมังกรหายไปจากท้องฟ้า
โลก้าเข้าไปช่วยเจ้าชายที่นอนกองอยุ่ที่พื้น แล้วพาเข้าไปให้หมอหลวงดูแล เจ้าชายฝากความหวังไว้กับโลก้า ให้พาตัวเจ้าหญิงกลับมาอย่างปลอดภัย โลก้าสัญญาโดยเอาหัวเป็นประกัน เจ้าชายมอบดาบและเกราะไว้ให้พร้อมกับแบล๊คเลเบิลขวดนึง เพื่อไปเส้นยามรักษาการของดินแดนนั้น ว่าแต่ดินแดนสวีทดั๊กมันอยู่หนใดกัน...
โลก้าออกเดินทางพร้อม แบล็คเลเบิลคู่ใจ มุ่งไปทางทิศใต้เพื่อตามหาผู้วิเศษ บุตรแห่งอาซาลอส ณ เมืองก้ำกึ่ง เมื่อไปพบโจเซ่ วาซาลอส บุตร แห่งอาซาลอสที่เมืองก้ำกึ่ง “ท่านโจเซ่ บอกข้าได้หรือไม่ว่าดินแดนสวีทดั้กนั้นอยู่ที่ใด” โจเซ่บอกว่า หากเจ้าตอบคำถามข้าได้ ข้าจะยอมบอกเจ้า
1. เหตุใดห้องน้ำเมืองก้ำกึ่งจึงอยู่ข้างล่าง?
2. เหตุใดเมืองก้ำกึ่งจึงมีแต่หมอกควันไร้ซึ่งแสงสว่าง?
3. และเหตุใดเมืองนี้จึงสามารถปิดได้ช้ากว่าเมืองอื่นๆ
โลก้า เคยเรียนวิชาไสยศาสตร์มาจากพ่อ จึงนั่งทางในถามเจ้าที่เจ้าทางของเมือง(ท่านป๋อง) ได้ความว่า
- ที่เมืองนี้ไม่มีห้องน้ำเป็นของตัวเองเนื่องจากห้องน้ำนั้นเป็นของประเทศทรงพิเชษฐ์
- ส่วนเมืองก่ำกึ่งไม่มีแสงสว่างเพราะเป็นที่ผลิตและส่งออกของบารากุชั้นดี - และเนื่องจากเมืองนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองแห่งอบายมุขจึงสามารถปิดได้ช้ากว่าเมืองอื่น “ทีนี้จะบอกได้หรือยัง”
“ได้ ข้าจะเล่าเกี่ยวกับเมืองสวีทดั้กให้เจ้าฟัง เมืองสวีทดั้กหรือเมืองแห่งความตายอยู่ในดินแดนระหว่างความฝันและความจริง มีลมแรงพัดตลอดเวลาทั้งๆที่ควรจะเย็น แต่กลับไม่เย็น เมื่อก่อนอยู่ติดกับเมืองกระฉ่อน แต่เมื่อเมืองกระฉ่อนย้ายไปจึงทำให้เมืองสวีทดั้กเป็นเมืองที่สาบสูญ มีหนุ่มสาวหลายคนเอาชีวิตและอนาคตไปทิ้งที่นั่นนักต่อนักแล้ว แต่หากเจ้าอยากเข้าไปจริงๆ เจ้าต้องออกเดินทางตามหาดอกไม้ 7 สี อยู่ที่สวนแห่งอนาคต(ฟิวเจอปาร์ค) เอาละอย่าช้าเลยขอหวังว่าเจ้าจะตามหาดอกไม้ 7 สีได้ในไม่ช้า
โลก้าเกรงใจที่จะถามต่อ จึงออกเดินทาง ในใจครุ่นคิดว่า ดอกไม้เจ็ดสีที่ว่านี่มันดอกอะไรกัน มันจะหน้าตาเป็นยังไง แล้วจะไปตามหาเจอได้อย่างไร
เดินทางไปตามทางเจอฤๅษีตนหนึ่ง บอกว่าต้องไปตามหากล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ต้องใช้คาถาในการหาดอกไม้ที่มีเจ็ดสี ซึ่งข้าก้อไม่รู้ว่ามันอยู่หนใด เจ้าก้อไปตามหาเอาเองละกันนะ ส่วนคาถาก็อยู่ไม่ไกลจากกล่องนั้นหรอก ขอให้พลังจนสถิตอยู่กับเจ้า
โลก้าออกเดินทางไปที่ป่าแห่งอนาคต ที่นี่มีคนมากมายหลงทาง ด้วยมีปีศาจมากมายคอยล่อลวง บ้างก็เสียเวลา บ้างก็เสียเงินทอง เดินทางวกวนในที่เเห่งนี้จนบางทีก็ไม่รู้เหตุผลว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม แต่โลก้าทราบดี เขามาเพื่อหากล่องปริศนา ที่บรรจุคาถาในการตามหาดอกไม้ 7 สี เขาขึ้นบันได เลื่อนขึ้นไปเข้าใจกลางป่าพบถ้ำเขียนว่า TELEWIZ กล่องต้องอยู่ในนี้แน่โลก้าคิดในใจพร้อมเดินเข้าไปในถ้ำแห่งนี้
เหตุการณ์จะเป็นยังไง เจ้าหญิงจะรอดพ้นอันตรายหรือไม่ โลก้าจะพบอะไรในถ้ำแห่งนี้ ดอกไม้ 7 สีอยู่ที่ใด...โปรดติดตามตอนต่อไป
ปล. เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่มีชื่อเรื่อง(อย่างเป็นทางการ) --"
credit : p'Jack
Monday, June 16, 2008
Saturday, June 14, 2008
เปลี่ยน
และแล้วหนึ่งอาทิตย์เต็มๆที่แสนจะยาวนานก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น(มั้ง) ฟิ้วววววว...
ขึ้นปีการศึกษาใหม่ก็มีอะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่แน่ๆ แก่ขึ้นอีกปี ชีวิตเด็กปีหนึ่งที่เคยเที่ยวเล่นไปวันๆ เซง เครียด กินเหล้า(กินไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น) ไปเที่ยว เสียตังค์ ตื่นสาย ขี้เกียจเข้าเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง อาการนี้เหล่านี้ต้องน้อยลง แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ไปเลยนะ เหอะๆ แล้วแต่สถานการณ์ละกัน ดูจากเกรดเทอมที่แล้ว ถ้าไม่ตั้งกฎในชีวิตอาจแย่ได้ ชีวิตใหม่ๆ เรียนวิชาใหม่ๆกับอาจารย์ใหม่ๆ และอีกหลายๆๆๆอย่าง
เหมือนที่วันนี้พึ่งเรียนมาเลย ทุกๆอย่างรวมกันเป็นหนึ่ง ถ้าสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปสิ่งอื่นก็ไม่เหมือนเดิมด้วย อย่างเวลาที่เดินผ่านไป อายุเราก็มากขึ้นตาม โตขึ้น มีความคิดมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น รับผิดชอบตัวเอง เกรดก็อาจจะดีขึ้น รับผิดชอบต่อสังคม โลกก็ร้อนขึ้นช้าอีกหน่อย การได้นอนอย่างเพียงพอก็ไม่ตื่นสาย ไม่หลับในห้องเรียนด้วย แต่จะเรียนรู้เรื่องหรือไม่ก็อีกเรื่อง
คือเปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน เปลี่ยนไปรักคนที่ห่วงใย ให้ใจไม่เจ็บ ใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา เปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน และยอมรับที่ตัวฉันเป็น ก็คงไม่เหนื่อย ไม่ไร้ค่า เปลี่ยนใจรักใครคนใหม่ยังง่ายกว่า... เอ๊ะ แอบไม่เกี่ยวแฮะ นั่นมันเพลงของอีทีซี
เอาเป็นว่าเปลี่ยนยังไงก็ได้ให้มันดีละกัน ถ้ามันจะแย่ลงก็อย่าเปลี่ยนเลย อย่างน้อยมันก็ไม่มากไปกว่านั้น
ขึ้นปีการศึกษาใหม่ก็มีอะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่แน่ๆ แก่ขึ้นอีกปี ชีวิตเด็กปีหนึ่งที่เคยเที่ยวเล่นไปวันๆ เซง เครียด กินเหล้า(กินไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น) ไปเที่ยว เสียตังค์ ตื่นสาย ขี้เกียจเข้าเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง อาการนี้เหล่านี้ต้องน้อยลง แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ไปเลยนะ เหอะๆ แล้วแต่สถานการณ์ละกัน ดูจากเกรดเทอมที่แล้ว ถ้าไม่ตั้งกฎในชีวิตอาจแย่ได้ ชีวิตใหม่ๆ เรียนวิชาใหม่ๆกับอาจารย์ใหม่ๆ และอีกหลายๆๆๆอย่าง
เหมือนที่วันนี้พึ่งเรียนมาเลย ทุกๆอย่างรวมกันเป็นหนึ่ง ถ้าสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปสิ่งอื่นก็ไม่เหมือนเดิมด้วย อย่างเวลาที่เดินผ่านไป อายุเราก็มากขึ้นตาม โตขึ้น มีความคิดมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น รับผิดชอบตัวเอง เกรดก็อาจจะดีขึ้น รับผิดชอบต่อสังคม โลกก็ร้อนขึ้นช้าอีกหน่อย การได้นอนอย่างเพียงพอก็ไม่ตื่นสาย ไม่หลับในห้องเรียนด้วย แต่จะเรียนรู้เรื่องหรือไม่ก็อีกเรื่อง
คือเปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน เปลี่ยนไปรักคนที่ห่วงใย ให้ใจไม่เจ็บ ใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา เปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน และยอมรับที่ตัวฉันเป็น ก็คงไม่เหนื่อย ไม่ไร้ค่า เปลี่ยนใจรักใครคนใหม่ยังง่ายกว่า... เอ๊ะ แอบไม่เกี่ยวแฮะ นั่นมันเพลงของอีทีซี
เอาเป็นว่าเปลี่ยนยังไงก็ได้ให้มันดีละกัน ถ้ามันจะแย่ลงก็อย่าเปลี่ยนเลย อย่างน้อยมันก็ไม่มากไปกว่านั้น
Sunday, June 1, 2008
อยากเป็นกระต่ายมั่ง
วันนี้ตื่นมาก็เจอบ่นแต่เช้าเลย นอนดึกเกิน แต่ได้ออกไปนอกบ้านแล้วสบายใจ
เลยออกไปลัลล้า ดูละครสั้นในเทศกาลละครสั้นหน้ากากเปลือย ที่สถาบันปรีดีฯ ที่ทองหล่อนี่เอง มีสี่เรื่อง คือ เรื่องนี้ยาวสามปี, อัลเตอร์เนท คอนโทรล ดีลีท(เรื่องนี้แอบงงอ่ะ เหอๆ), ห้องสยองต้องสยิว และ กล่องช็อกโกแล็ต สนุกดี
ได้รู้ว่าเวลาจะด่าใคร ต้องด่าว่าสัตว์ เขาจะได้เลือกได้ว่าจะเป็นอะไร ไม่ควรไปกำหนดให้เขา เพราะมันอาจจะดีเกินไป เอ้ย อาจจะใจร้ายไปหน่อย อย่างที่สองเวลาจะบอกว่า"เสี่ยยยยยยว"ต้องลากด้วย ถึงจะได้รู้ซึ้งถึงความเสี่ยว ได้ใจมาก
แล้วก็ไปเดินสยามด้วยความที่ยังไม่อยากกลับบ้าน มีคอนเสิร์ต Virgin Hitz ด้วย แวะไปดูนิดนึงแล้วก็กลับ กลับมานึกถึงเรื่องจะเปิดเทอมแล้ว มันก็เหมือนมีไรวุ่นวายอยู่ในหัวเต็มไปหมด คิดไรไม่ออกเลยแฮะ
ป.ล. การโดนบ่นแต่เช้าอาจทำให้ ไม่สดใสทั้งวัน ควรหลีกเลี่ยงการโดนบ่นไม่ว่าจะเวลาและกรณีใดๆ (ถ้าอ่านบลอคแล้วงง ก็ไม่ต้องสงสัย)
เลยออกไปลัลล้า ดูละครสั้นในเทศกาลละครสั้นหน้ากากเปลือย ที่สถาบันปรีดีฯ ที่ทองหล่อนี่เอง มีสี่เรื่อง คือ เรื่องนี้ยาวสามปี, อัลเตอร์เนท คอนโทรล ดีลีท(เรื่องนี้แอบงงอ่ะ เหอๆ), ห้องสยองต้องสยิว และ กล่องช็อกโกแล็ต สนุกดี
ได้รู้ว่าเวลาจะด่าใคร ต้องด่าว่าสัตว์ เขาจะได้เลือกได้ว่าจะเป็นอะไร ไม่ควรไปกำหนดให้เขา เพราะมันอาจจะดีเกินไป เอ้ย อาจจะใจร้ายไปหน่อย อย่างที่สองเวลาจะบอกว่า"เสี่ยยยยยยว"ต้องลากด้วย ถึงจะได้รู้ซึ้งถึงความเสี่ยว ได้ใจมาก
แล้วก็ไปเดินสยามด้วยความที่ยังไม่อยากกลับบ้าน มีคอนเสิร์ต Virgin Hitz ด้วย แวะไปดูนิดนึงแล้วก็กลับ กลับมานึกถึงเรื่องจะเปิดเทอมแล้ว มันก็เหมือนมีไรวุ่นวายอยู่ในหัวเต็มไปหมด คิดไรไม่ออกเลยแฮะ
ป.ล. การโดนบ่นแต่เช้าอาจทำให้ ไม่สดใสทั้งวัน ควรหลีกเลี่ยงการโดนบ่นไม่ว่าจะเวลาและกรณีใดๆ (ถ้าอ่านบลอคแล้วงง ก็ไม่ต้องสงสัย)
Friday, May 30, 2008
สวนรถไฟ
อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างงี้ ถ้าว่างๆแล้วอังเอิญว่าฝนไม่ตกหรือหยุดตกแล้ว ก็น่าไปสวนนะ สวนไหนก็ได้ อากาศดีมากๆ ไม่มีแดด ลมเย็นๆ บรรยากาศชิวๆ วันนี้เลยไปสวนรถไฟ เวลาผ่านไปก็นั่งลุ้นว่าฝนจะตกมั้ย สรุปตอนไปฝนไม่ตก ตกตอนไปถึงแล้ว ดีนะที่ตกแปปเดียว พอออกไปอยุ่ที่โล่งๆเลยไม่ร้อน
เมื่อฝนตก (สมมติว่าเห็นสายฝนโปรยลงมา) มันตกจริงๆนะ
ร้อนจนควันขึ้นเลย
เดินตามหารักแท้ เอ้ย ที่เช่าจักรยาน....นี่ไงจักรยาน ต้องเดินต่อไป --"
แวะเล่นที่สนาม"เด็ก"เล่น คงพอจะเดาได้ว่าผลเป็นไง

ระหว่างที่ขี่จักรยาน
ขี่ไปตามทาง
มีทั้งสวนและรถไฟ
ป.ล. การที่แดดออกไม่ได้แปลว่าฝนจะไม่ตก การที่ฝนไม่ตกไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีวันตก
Thursday, May 29, 2008
น้ำมัน..ผิด
นั่งรถผ่านปั๊มน้ำมันเห็นเลขสี่อยู่ที่หลักสิบบนป้ายประกาศราคาน้ำมันแล้วมันน่าตกใจซะจริงๆ เห็นทีไรก็นึกถึงเมื่อก่อนที่น้ำมันลิตรละสิบกว่าบาททุกที
น้ำมันแพงขึ้นทุกวันแบบนี้ก็ทำเอาคนไทยเดือดร้อนกันไปหมด แต่คนก็ยังต้องใช้รถอยู่ดี อากาศร้อนๆแบบนี้ใครๆก็อยากอยู่แต่ในที่เย็น ขนาดจะเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์ยังคิดแล้วคิดอีกเลย
พูดถึงรถเมล์ วันนี้รถร่วมขสมก.หยุดเดินรถประท้วง แถวกระทรวงคมนาคมคงจะรถติดหนักน่าดู แต่ถนนที่ผ่านประจำอย่างอ่อนนุช สุขุมวิทที่กำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถติดประจำ วันนี้ถนนโล่งกว่าปกติ อาจเป็นเพราะจำนวนรถน้อยลง BTSกับแท๊กซี่คงมีคนใช้บริการไม่น้อยเลยทีเดียว
จะว่าไปก็น่าเห็นใจ พวกรถเมล์ น้ำมันแพงขึ้น ไม่ขึ้นตามก็ขาดทุน แต่ถ้าขึ้น ผู้โดยสารที่ยังจำเป็นต้องโดยสารรถประจำทางก็เดือดร้อน ข้าวของก็แพง ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละวันที่สูงขึ้น กับเงินเดือนอันน้อยนิด (ถ้าเยอะก็คงไม่ขึ้นรถเมล์กันหรอก)
ถ้าอากาศไม่ร้อนอย่างนี้คงมีทางออกที่น่าสน อย่างคนกรุงเทพขี่จักรยานไปทำงานแทนเนอะ ทั้งประหยัดทั้งได้ออกกำลังกาย ไม่ทำให้โลกร้อนด้วย เศรษฐกิจแบบนี้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด แต่เรื่องเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ เอ๊ะยังไง (-"-)
ป.ล. ถ้าน้ำมันขึ้นถึงลิตรละห้าสิบจะเป็นยังไงกันนี่??
น้ำมันแพงขึ้นทุกวันแบบนี้ก็ทำเอาคนไทยเดือดร้อนกันไปหมด แต่คนก็ยังต้องใช้รถอยู่ดี อากาศร้อนๆแบบนี้ใครๆก็อยากอยู่แต่ในที่เย็น ขนาดจะเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์ยังคิดแล้วคิดอีกเลย
พูดถึงรถเมล์ วันนี้รถร่วมขสมก.หยุดเดินรถประท้วง แถวกระทรวงคมนาคมคงจะรถติดหนักน่าดู แต่ถนนที่ผ่านประจำอย่างอ่อนนุช สุขุมวิทที่กำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถติดประจำ วันนี้ถนนโล่งกว่าปกติ อาจเป็นเพราะจำนวนรถน้อยลง BTSกับแท๊กซี่คงมีคนใช้บริการไม่น้อยเลยทีเดียว
จะว่าไปก็น่าเห็นใจ พวกรถเมล์ น้ำมันแพงขึ้น ไม่ขึ้นตามก็ขาดทุน แต่ถ้าขึ้น ผู้โดยสารที่ยังจำเป็นต้องโดยสารรถประจำทางก็เดือดร้อน ข้าวของก็แพง ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละวันที่สูงขึ้น กับเงินเดือนอันน้อยนิด (ถ้าเยอะก็คงไม่ขึ้นรถเมล์กันหรอก)
ถ้าอากาศไม่ร้อนอย่างนี้คงมีทางออกที่น่าสน อย่างคนกรุงเทพขี่จักรยานไปทำงานแทนเนอะ ทั้งประหยัดทั้งได้ออกกำลังกาย ไม่ทำให้โลกร้อนด้วย เศรษฐกิจแบบนี้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด แต่เรื่องเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ เอ๊ะยังไง (-"-)
ป.ล. ถ้าน้ำมันขึ้นถึงลิตรละห้าสิบจะเป็นยังไงกันนี่??
Wednesday, May 28, 2008
เมื่อความ"อยาก"มาพบกัน
วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นวันที่แสนจะธรรมดาวันหนึ่ง เดินทางไกล ไปถึงกรมที่ดินแถวเอแบคบางนา จะว่าไปก็ไม่ไกลเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ไปโรงงาน ทำงานเดิมๆให้เสร็จ
แล้วก็ไปสยามกะกุ๊กกะอ้อม ตอนแรกก็ไปเพราะอ้อมบอกว่าปีสองชวนน้องไปเที่ยวกัน ก็เลยไป ไปถึงไปนั่งกินติมกัน อ้อมบอกว่าน้องร้องเกะกันอยู่ กินเสร็จเข้าไปดู น้องเยอะได้อิก แต่หน้าไม่คุ้นเลยซักคน จะว่าไปรุ่นเดียวกันบางคนก็ไม่คุ้น เหอะๆ
แต่ก็ไม่ได้เข้าไปนั่ง พอดีเจอพวกนัทสึ เลยยืนกันอยู่หน้าห้องประมาณสิบนาที แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินเล่นกัน แล้วก็ไปโบนันซ่าเดินเล่นไปเรื่อย แล้วกุ๊กก็เกิดอยากเจาะหูขึ้นมา ก็เลยอยากกันไปหมด สรุปก็เจาะกันหมด อยู่ดีๆก็หาเรื่องเจ็บตัวกันถ้วนหน้า แต่ด้วยความอยากที่ไม่อยากอยู่นานแล้ว เจาะเสร็จก็เดินปวดกันไปอย่างสบายใจ
ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ความต้องการของคนหลายคนมันเกิดพร้อมกัน แต่บางครั้งการได้ทำอะไรที่อยากจะทำ มันก็เป็นความสุขอย่างนึง ถ้ามีโอกาสก็รีบทำซะ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป บางทีมันก็ไม่ได้มาตามคำเรียกร้อง...
แล้วก็ไปสยามกะกุ๊กกะอ้อม ตอนแรกก็ไปเพราะอ้อมบอกว่าปีสองชวนน้องไปเที่ยวกัน ก็เลยไป ไปถึงไปนั่งกินติมกัน อ้อมบอกว่าน้องร้องเกะกันอยู่ กินเสร็จเข้าไปดู น้องเยอะได้อิก แต่หน้าไม่คุ้นเลยซักคน จะว่าไปรุ่นเดียวกันบางคนก็ไม่คุ้น เหอะๆ
แต่ก็ไม่ได้เข้าไปนั่ง พอดีเจอพวกนัทสึ เลยยืนกันอยู่หน้าห้องประมาณสิบนาที แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินเล่นกัน แล้วก็ไปโบนันซ่าเดินเล่นไปเรื่อย แล้วกุ๊กก็เกิดอยากเจาะหูขึ้นมา ก็เลยอยากกันไปหมด สรุปก็เจาะกันหมด อยู่ดีๆก็หาเรื่องเจ็บตัวกันถ้วนหน้า แต่ด้วยความอยากที่ไม่อยากอยู่นานแล้ว เจาะเสร็จก็เดินปวดกันไปอย่างสบายใจ
ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ความต้องการของคนหลายคนมันเกิดพร้อมกัน แต่บางครั้งการได้ทำอะไรที่อยากจะทำ มันก็เป็นความสุขอย่างนึง ถ้ามีโอกาสก็รีบทำซะ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป บางทีมันก็ไม่ได้มาตามคำเรียกร้อง...
Sunday, May 25, 2008
Holidays
นี่ก็ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว วันหยุดปิดเทอมที่เหลือ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดทั้งหลายในโอกาสต่างๆ เมื่อมีเวลาว่างอย่างนี้ หลายคนก็คงอยากไปผ่อนคลายจากการเรียน การทำงาน ได้หยุดทั้งทีแล้วน่าจะไปหาอะไรทำสนุกๆบ้าง บางคนกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปต่างจังหวัด ไปเที่ยว สูดอากาศนริสุทธิ์ริมทะเล ที่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าในเมืองกรุง คงเป็นการผ่อนคลายที่ดีทีเดียว
แต่ก่อนจะไปตรวจสอบทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนนะ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก การเดินทาง ถ้าขับรถไปเองก็ตรวจสภาพรถกันหน่อยเพื่อความปลอดภัยกับตัวท่านเอง ตอนนี้ภาวะน้ำมันแพงคงทำให้หลายคนไม่อยากเติม แล้วคำว่าเดี๋ยวค่อยเติมมันก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดขึ้นเลย ถ้าอยากลุ้นตอนน้ำมันใกล้หมดก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าลุ้นแล้วมันไม่มีให้เติมนี่ก็คงเดือดร้อนกันไป
ไปรถโดยสารก็อย่าลืมตั๋ว ไปขึ้นเครื่องก็อย่าลืมพาสปอร์ตแต่เอาบัตรประชาชนไปด้วยก็ดีนะ บางทีมันก็จำเป็นต้องใช้ อย่างเวลาจะไปชะอำแล้วบังเอิญว่าใจพาไปทางประเทศเพื่อนบ้านจะได้มีที่กิน ที่นอนกัน เอ๊ะ แอบไม่เกี่ยว
ยังไงก็ใช้วันหยุดให้คุ้มค่า สนุกสนาน ปลดปล่อยให้เต็มที่เรย เดี๋ยวก็ต้องกลับไปเจอเรื่องวุ่นวายในโลกความเป็นจริงอีกแล้ว
แต่ก่อนจะไปตรวจสอบทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนนะ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก การเดินทาง ถ้าขับรถไปเองก็ตรวจสภาพรถกันหน่อยเพื่อความปลอดภัยกับตัวท่านเอง ตอนนี้ภาวะน้ำมันแพงคงทำให้หลายคนไม่อยากเติม แล้วคำว่าเดี๋ยวค่อยเติมมันก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดขึ้นเลย ถ้าอยากลุ้นตอนน้ำมันใกล้หมดก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าลุ้นแล้วมันไม่มีให้เติมนี่ก็คงเดือดร้อนกันไป
ไปรถโดยสารก็อย่าลืมตั๋ว ไปขึ้นเครื่องก็อย่าลืมพาสปอร์ตแต่เอาบัตรประชาชนไปด้วยก็ดีนะ บางทีมันก็จำเป็นต้องใช้ อย่างเวลาจะไปชะอำแล้วบังเอิญว่าใจพาไปทางประเทศเพื่อนบ้านจะได้มีที่กิน ที่นอนกัน เอ๊ะ แอบไม่เกี่ยว
ยังไงก็ใช้วันหยุดให้คุ้มค่า สนุกสนาน ปลดปล่อยให้เต็มที่เรย เดี๋ยวก็ต้องกลับไปเจอเรื่องวุ่นวายในโลกความเป็นจริงอีกแล้ว
Tuesday, May 20, 2008
ความกังวล
ความกังวล บ่อเกิดของความทุกข์ แต่นำมาซึ่งประสบการณ์...ยังไงกัน?
บางคนมีมันตามติดอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่ชอบเก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆมาคิด(ไปเอง) จนบางทีมันก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เรื่องใหญ่ที่คนอื่นอาจบอกว่าแค่นี้เอง แล้วบางทีมันก็แค่นี้จริงๆแหละ แต่มันกลับวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร กับพวกที่ต้องคิดงานตลอดเวลา ก็มักจะมีมันคอยมาก่อกวนอยู่เรื่อยเชียว
คงไม่มีใครไม่เคยกังวลเป็นแน่ อย่างน้อยก็ก่อนสอบแหละน่า แล้วไอ้เจ้าตัวความกังวลนี่มันก็ช่างตื้อซะด้วยสิ ถ้าไม่รีบแก้ปัญหามันก็เกาะอยู่ในใจต่อไป แต่ก็นะ บางทีบางอย่างมันก็แก้ไม่ได้ นอกจากรอให้เวลาเดินผ่านไปเร็วๆ ในบางสถานการณ์เวลาก็มีส่วนช่วยคลายความกังวลไปได้บ้าง
เจ้าความกังวลนี่มันสามารถแปลงร่างเป็นได้หลายอย่างนะ เป็นความกลัว กลัวคนอื่นจะคิดยังไง กลัวว่าจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ คิดไปเองต่างๆนานา เป็นความรู้สึกผิด ถ้าทำอย่างงั้น มันก็คงไม่เป็นอย่างงี้ เป็นความห่วง ไม่ใช่ห่วงที่แป้นบาสนะ ห่วงว่าใครจะเป็นอะไร คิดยังไงรึเปล่า
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีซะทีเดียว ถ้าลองมองอีกด้าน นอกจากความวุ่นวายในชีวิตแล้ว มันยังให้ประสบการณ์ที่อาจจะไม่น่าจดจำ แต่ในภายภาคหน้าใครจะไปรู้ว่าจะต้องเจอปัญหาแบบนี้อีกมั้ย มันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ การมีประสบการณ์ก็ดีกว่าไม่มีเลยไม่ใช่หรอ แล้วยังแนะนำให้รู้จักกับความรอบคอบ ไม่ประมาทอีกด้วย
แล้วเราจะกำจัดความกังวลได้ยังไง อย่างแรกก็สติ ไม่มีก็หาทางออกไม่เจอหรอก พอมีแล้วก็คิดดูว่ามีทางออกอื่นอีกมั้ย ถ้านึกไม่ออกก็ลองพักซักแปป ให้เวลาตัวเองตั้งตัวหน่อย จัดระเบียบสมอง เปิดทางซักนิดให้ความคิดใหม่ๆเดินเข้ามา แล้วค่อยลุยกันต่อ เวลาเครียดๆมันนึกอะไรไม่ออกหรอก
บางคนมีมันตามติดอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่ชอบเก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆมาคิด(ไปเอง) จนบางทีมันก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เรื่องใหญ่ที่คนอื่นอาจบอกว่าแค่นี้เอง แล้วบางทีมันก็แค่นี้จริงๆแหละ แต่มันกลับวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร กับพวกที่ต้องคิดงานตลอดเวลา ก็มักจะมีมันคอยมาก่อกวนอยู่เรื่อยเชียว
คงไม่มีใครไม่เคยกังวลเป็นแน่ อย่างน้อยก็ก่อนสอบแหละน่า แล้วไอ้เจ้าตัวความกังวลนี่มันก็ช่างตื้อซะด้วยสิ ถ้าไม่รีบแก้ปัญหามันก็เกาะอยู่ในใจต่อไป แต่ก็นะ บางทีบางอย่างมันก็แก้ไม่ได้ นอกจากรอให้เวลาเดินผ่านไปเร็วๆ ในบางสถานการณ์เวลาก็มีส่วนช่วยคลายความกังวลไปได้บ้าง
เจ้าความกังวลนี่มันสามารถแปลงร่างเป็นได้หลายอย่างนะ เป็นความกลัว กลัวคนอื่นจะคิดยังไง กลัวว่าจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ คิดไปเองต่างๆนานา เป็นความรู้สึกผิด ถ้าทำอย่างงั้น มันก็คงไม่เป็นอย่างงี้ เป็นความห่วง ไม่ใช่ห่วงที่แป้นบาสนะ ห่วงว่าใครจะเป็นอะไร คิดยังไงรึเปล่า
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีซะทีเดียว ถ้าลองมองอีกด้าน นอกจากความวุ่นวายในชีวิตแล้ว มันยังให้ประสบการณ์ที่อาจจะไม่น่าจดจำ แต่ในภายภาคหน้าใครจะไปรู้ว่าจะต้องเจอปัญหาแบบนี้อีกมั้ย มันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ การมีประสบการณ์ก็ดีกว่าไม่มีเลยไม่ใช่หรอ แล้วยังแนะนำให้รู้จักกับความรอบคอบ ไม่ประมาทอีกด้วย
แล้วเราจะกำจัดความกังวลได้ยังไง อย่างแรกก็สติ ไม่มีก็หาทางออกไม่เจอหรอก พอมีแล้วก็คิดดูว่ามีทางออกอื่นอีกมั้ย ถ้านึกไม่ออกก็ลองพักซักแปป ให้เวลาตัวเองตั้งตัวหน่อย จัดระเบียบสมอง เปิดทางซักนิดให้ความคิดใหม่ๆเดินเข้ามา แล้วค่อยลุยกันต่อ เวลาเครียดๆมันนึกอะไรไม่ออกหรอก
Monday, May 19, 2008
The Venetian (Macau)
กลับมารานงานตัวคับป๊ม ('o')> แอบหนีไปเที่ยวมาเก๊ามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ก็เลยอดไปงานบอลฯเลยง่ะ ฮือๆ T.T แต่เอาเหอะ ปีหน้ายังมี ถ้ามีโอกาสได้ไปนะ อิอิ
เริ่มกันเลยดีกว่า...เรื่องมันมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เอ่ออ ไม่ใช่นิทาน แล้วก็ไม่นานเท่าไหร่ด้วย ก็เมื่อวันที่17เองนี่แหละ เครื่องออกตอนสิบโมง ไปถึงก็ประมาณเกือบๆบ่ายสามเวลาของมาเก๊าที่เร็วกว่าเราชั่วโมงนึง วันนั้นเวลาที่เหลือจนถึงเที่ยงคืนที่ห้างจะปิดก็ไม่ได้ทำไร นอกจากตื่นตาตื่นใจกับความสวยงาม หรูหรา อลังการงานสร้างของโรงแรมที่เหมือนอยู่ในเวนิส ทั้งสถาปัตยกรรมและคูคลอง ที่มีเรือ gondola ให้ไปล่องกันได้ อันนี้ไม่ฟรีนะพี่น้อง


โรงแรมที่ไปพักนี่ชื่อ The Venetian Macao Resort Hotel มันจะมีคาสิโนอยู่ที่ชั้นหนึ่ง กับ ทั้งชั้นสามที่มีร้าน brand name ทั้งหลาย เดินกันขาลากเลยทีเดียว เพราะมันค่อนข้างกว้างแล้วก็ยังเดินไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ แถมยังไม่มีจุดหมายที่อยากไปด้วย เดินกันไปเรื่อยบนชั้นสาม มีบางจุดที่มีโชว์แนวๆเวนิสนั่นแหละ สนุกสนานกันไป เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เพดานของชั้นสามตรงที่มีร้านเยอะๆนั่นมันเป็น เหมือนท้องฟ้าจริง ก็เลยดูเหมือนสว่างอยู่ตลอด เดินยังไงมันก็ไม่มืดซักที ก็เลยเดินกันเพลินพอดูเวลาก็รู้สึกเมื่อยขึ้นมาทันที เพราะตอนนั้นสี่ทุ่มก็เดินมาหลายชั่วโมงแล้ว ก็เลยขึ้นห้องกันไป


ซักพักก็ชวนม่าไปเดินเล่นที่คาสิโน ด้วยความที่เขาไม่ให้เด็กต่ำกว่า18เข้า เพราะเคยไปอยู่ที่นึงแต่เข้าไม่ได้อายุไม่ถึง ตอนนี้เข้าได้แล้วเลยยิ่งอยากเข้าไปดู ปกติไม่ชอบไป ไม่ชอบเล่น การพนันมันอยู่ที่ดวง แต่พอดีมันไม่มีดวงทางนี้เอาซะเลย เข้าไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดความอยากลองขึ้นมาซักนิด เหอๆ ลองถามคนที่ไปเล่นบางคนก็ได้ บางคนก็เสีย แต่ก็บอกว่าไปเล่นกันขำๆทั้งนั้น คนได้ก็เท่ากับได้ช๊อปฟรี คนเสียก็ถือซะว่าไปเล่นสนุกๆได้เปลี่ยนบรรยากาศเสี่ยงดวง
วันต่อมาตอนแรกวางแผนกันไว้หรือคิดเองก็ไม่รู้แฮะว่า จะออกซักเก้าโมง นั่งเรือข้างไปฝั่งฮ่องกง ใครจะไปไหว้พระก็ขึ้นกระเช้าไป ใครไม่ไปก็อยู่ช๊อปที่นั่น ที่ไปก็ค่อยกลับมาช๊อปทีหลัง แล้วนั่งเรือกลับตอนค่ำๆ แต่ก็ผิดแผน เพราะเรือออกสิบโมงครึ่งแล้วต้องกลับตอนสี่โมง ด้วยสาเหตุบางประการ ก็เลยไม่ไปไหว้พระ เพราะกลัวกลับมาไม่ทันและกลัวไม่ได้ช๊อป ด้วยเวลาอันน้อยนิดที่มี ก็เลยเดินกันอยู่ในฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรอยู่ดี เพราะตอนแรกคิดว่าจะไปซื้ออีกที่ คล้ายๆเจเจแต่เปิดตอนเย็นๆค่ำๆ ซึ่งไม่ทันแน่นอน

แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีคนหายไป.. นัดกันตอนสองโมงสี่สิบห้าที่ร้านขายยาแห่งหนึ่ง ถ้าผิดพลาดยังไงให้ไปเจอที่ท่าเรือ แต่รอจนสามโมงสิบห้าก็ยังไม่มา เลยตัดสินใจไปท่าเรือเผื่อจะไปที่นั่นแล้ว แต่ก็ไม่เจอแล้วตอนไปถึงนั้นก็อีกสิบนาทีเรือจะออก ก็เลยกลับไปก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะเสียค่าเรือน้อยหน่อย เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่าซื้อตั๋วไปแล้ว คืนก็ไม่ได้ เลื่อนก็ไม่ได้ คนที่ขึ้นเรือกลับก่อนก็นั่งนิ่งเครียดกันไปตามๆกัน คนที่หายไปไม่มีโทรศัพท์ด้วยสิ เลยได้แต่รอ เวลาผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แวว จนใกล้จะถึงก็มีโทรศัพท์มาว่าเจอแล้ว ทุกคนต่างก็ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ โล่งอกที่เจอ
สรุปว่าร้านขายยานั้นมันมีสองสาขา แต่เข้าใจผิดกันก็เลยไปรอที่คนละสาขา พอเห็นว่าผิดเวลาก็เลยมาที่ท่าเรือ ซึ่งก็ไม่ใช่ท่าเรือที่ขึ้นมาตอนแรกด้วย ถึงจะช้าแต่พอเจอหน้ากันก็ลืมเหนื่อยไปเลย ด้วยความดีใจ หายห่วง
พอเจอกันที่โรงแรมแล้วก็ไปกินข้าวเพราะมันก็ค่ำแล้ว กินเสร็จก็ไปเดินกันต่อ แล้วคืนนี้ก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรอยู่ดี แต่ก็แอบมองกระเป๋าอยู่ใบนึง เดินจนเขาใกล้ปิด แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ไปนั่งเอาเท้าแช่น้ำอุ่นในอ่างกันกับน้องๆ หลังจากเดินมาทั้งวัน ห้องน้ำมันใหญ่พอที่จะนั่งรอบอ่างได้ถึงหกคน แถมยังไม่ต้องกลัวว่าใครจะเข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะมันมีห้องน้ำแยกออกไปอีก แล้วก็อาบน้ำนอน หลับยาวเลย

วันนี้ไม่ค่อยมีไร ตื่นมาตอนเก้าโมง ทำไรเสร็จก็ไปเดินกับม่าอีกรอบ ก่อนกินข้าวเที่ยง แล้วก็เดินผ่านร้านเดิมที่ดูกระเป๋าใบเมื่อวาน แต่ก็ยังไม่ซื้อ เดินดูเผื่อว่าน้องอยู่ร้านแถวๆนั้น เห็นว่าจะไปซื้อเสื้อ เดินไปไม่เจอจะถึงที่กินข้าวอยู่แล้ว เดินไปก็นึกถึงแต่กระเป๋าใบนั้น สุดท้ายก็กลับไปซื้อจนได้ --" สบายใจแล้วได้เสียตัง ไม่งั้นไปแล้วไม่ได้ของกลับมาแล้วมันตะหงิดๆ เดินตัวเบามากินข้าว แล้วไปสนามบิน

ตอนเครื่องออก ฝนตก สภาพอากาศไม่ค่อยดี นั่งมาก็ขึ้นๆลงๆตามสภาพตลอดทาง ลงมาก็ซื้อช๊อคโกแลตที่ duty free มาให้ป๊ากะม๊ากล่องนึง แต่คงกินเยอะไม่ได้ เพราะงั้นเดี๋ยวจะช่วยกิน ว่าแต่เอาไปไว้ไหนหว่า สงสัยจะอยู่ในรถ ช่างมันเดี๋ยวค่อยไปเอา จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกว่านั่งโครงเครงอยู่เลย ทั้งเครื่องบินทั้งเรือสามวันติดกันนี่มันมึนจริงๆ ถ้าอยู่ยาวกว่านี้ เขียนเยอะกว่านี้แย่แน่ๆ ไปตามหาหัวใจ เอ้ย ช๊อคโกแลตดีกว่า
เริ่มกันเลยดีกว่า...เรื่องมันมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เอ่ออ ไม่ใช่นิทาน แล้วก็ไม่นานเท่าไหร่ด้วย ก็เมื่อวันที่17เองนี่แหละ เครื่องออกตอนสิบโมง ไปถึงก็ประมาณเกือบๆบ่ายสามเวลาของมาเก๊าที่เร็วกว่าเราชั่วโมงนึง วันนั้นเวลาที่เหลือจนถึงเที่ยงคืนที่ห้างจะปิดก็ไม่ได้ทำไร นอกจากตื่นตาตื่นใจกับความสวยงาม หรูหรา อลังการงานสร้างของโรงแรมที่เหมือนอยู่ในเวนิส ทั้งสถาปัตยกรรมและคูคลอง ที่มีเรือ gondola ให้ไปล่องกันได้ อันนี้ไม่ฟรีนะพี่น้อง
โรงแรมที่ไปพักนี่ชื่อ The Venetian Macao Resort Hotel มันจะมีคาสิโนอยู่ที่ชั้นหนึ่ง กับ ทั้งชั้นสามที่มีร้าน brand name ทั้งหลาย เดินกันขาลากเลยทีเดียว เพราะมันค่อนข้างกว้างแล้วก็ยังเดินไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ แถมยังไม่มีจุดหมายที่อยากไปด้วย เดินกันไปเรื่อยบนชั้นสาม มีบางจุดที่มีโชว์แนวๆเวนิสนั่นแหละ สนุกสนานกันไป เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เพดานของชั้นสามตรงที่มีร้านเยอะๆนั่นมันเป็น เหมือนท้องฟ้าจริง ก็เลยดูเหมือนสว่างอยู่ตลอด เดินยังไงมันก็ไม่มืดซักที ก็เลยเดินกันเพลินพอดูเวลาก็รู้สึกเมื่อยขึ้นมาทันที เพราะตอนนั้นสี่ทุ่มก็เดินมาหลายชั่วโมงแล้ว ก็เลยขึ้นห้องกันไป
ซักพักก็ชวนม่าไปเดินเล่นที่คาสิโน ด้วยความที่เขาไม่ให้เด็กต่ำกว่า18เข้า เพราะเคยไปอยู่ที่นึงแต่เข้าไม่ได้อายุไม่ถึง ตอนนี้เข้าได้แล้วเลยยิ่งอยากเข้าไปดู ปกติไม่ชอบไป ไม่ชอบเล่น การพนันมันอยู่ที่ดวง แต่พอดีมันไม่มีดวงทางนี้เอาซะเลย เข้าไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดความอยากลองขึ้นมาซักนิด เหอๆ ลองถามคนที่ไปเล่นบางคนก็ได้ บางคนก็เสีย แต่ก็บอกว่าไปเล่นกันขำๆทั้งนั้น คนได้ก็เท่ากับได้ช๊อปฟรี คนเสียก็ถือซะว่าไปเล่นสนุกๆได้เปลี่ยนบรรยากาศเสี่ยงดวง
วันต่อมาตอนแรกวางแผนกันไว้หรือคิดเองก็ไม่รู้แฮะว่า จะออกซักเก้าโมง นั่งเรือข้างไปฝั่งฮ่องกง ใครจะไปไหว้พระก็ขึ้นกระเช้าไป ใครไม่ไปก็อยู่ช๊อปที่นั่น ที่ไปก็ค่อยกลับมาช๊อปทีหลัง แล้วนั่งเรือกลับตอนค่ำๆ แต่ก็ผิดแผน เพราะเรือออกสิบโมงครึ่งแล้วต้องกลับตอนสี่โมง ด้วยสาเหตุบางประการ ก็เลยไม่ไปไหว้พระ เพราะกลัวกลับมาไม่ทันและกลัวไม่ได้ช๊อป ด้วยเวลาอันน้อยนิดที่มี ก็เลยเดินกันอยู่ในฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรอยู่ดี เพราะตอนแรกคิดว่าจะไปซื้ออีกที่ คล้ายๆเจเจแต่เปิดตอนเย็นๆค่ำๆ ซึ่งไม่ทันแน่นอน
แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีคนหายไป.. นัดกันตอนสองโมงสี่สิบห้าที่ร้านขายยาแห่งหนึ่ง ถ้าผิดพลาดยังไงให้ไปเจอที่ท่าเรือ แต่รอจนสามโมงสิบห้าก็ยังไม่มา เลยตัดสินใจไปท่าเรือเผื่อจะไปที่นั่นแล้ว แต่ก็ไม่เจอแล้วตอนไปถึงนั้นก็อีกสิบนาทีเรือจะออก ก็เลยกลับไปก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะเสียค่าเรือน้อยหน่อย เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่าซื้อตั๋วไปแล้ว คืนก็ไม่ได้ เลื่อนก็ไม่ได้ คนที่ขึ้นเรือกลับก่อนก็นั่งนิ่งเครียดกันไปตามๆกัน คนที่หายไปไม่มีโทรศัพท์ด้วยสิ เลยได้แต่รอ เวลาผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แวว จนใกล้จะถึงก็มีโทรศัพท์มาว่าเจอแล้ว ทุกคนต่างก็ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ โล่งอกที่เจอ
สรุปว่าร้านขายยานั้นมันมีสองสาขา แต่เข้าใจผิดกันก็เลยไปรอที่คนละสาขา พอเห็นว่าผิดเวลาก็เลยมาที่ท่าเรือ ซึ่งก็ไม่ใช่ท่าเรือที่ขึ้นมาตอนแรกด้วย ถึงจะช้าแต่พอเจอหน้ากันก็ลืมเหนื่อยไปเลย ด้วยความดีใจ หายห่วง
พอเจอกันที่โรงแรมแล้วก็ไปกินข้าวเพราะมันก็ค่ำแล้ว กินเสร็จก็ไปเดินกันต่อ แล้วคืนนี้ก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรอยู่ดี แต่ก็แอบมองกระเป๋าอยู่ใบนึง เดินจนเขาใกล้ปิด แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ไปนั่งเอาเท้าแช่น้ำอุ่นในอ่างกันกับน้องๆ หลังจากเดินมาทั้งวัน ห้องน้ำมันใหญ่พอที่จะนั่งรอบอ่างได้ถึงหกคน แถมยังไม่ต้องกลัวว่าใครจะเข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะมันมีห้องน้ำแยกออกไปอีก แล้วก็อาบน้ำนอน หลับยาวเลย
วันนี้ไม่ค่อยมีไร ตื่นมาตอนเก้าโมง ทำไรเสร็จก็ไปเดินกับม่าอีกรอบ ก่อนกินข้าวเที่ยง แล้วก็เดินผ่านร้านเดิมที่ดูกระเป๋าใบเมื่อวาน แต่ก็ยังไม่ซื้อ เดินดูเผื่อว่าน้องอยู่ร้านแถวๆนั้น เห็นว่าจะไปซื้อเสื้อ เดินไปไม่เจอจะถึงที่กินข้าวอยู่แล้ว เดินไปก็นึกถึงแต่กระเป๋าใบนั้น สุดท้ายก็กลับไปซื้อจนได้ --" สบายใจแล้วได้เสียตัง ไม่งั้นไปแล้วไม่ได้ของกลับมาแล้วมันตะหงิดๆ เดินตัวเบามากินข้าว แล้วไปสนามบิน
ตอนเครื่องออก ฝนตก สภาพอากาศไม่ค่อยดี นั่งมาก็ขึ้นๆลงๆตามสภาพตลอดทาง ลงมาก็ซื้อช๊อคโกแลตที่ duty free มาให้ป๊ากะม๊ากล่องนึง แต่คงกินเยอะไม่ได้ เพราะงั้นเดี๋ยวจะช่วยกิน ว่าแต่เอาไปไว้ไหนหว่า สงสัยจะอยู่ในรถ ช่างมันเดี๋ยวค่อยไปเอา จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกว่านั่งโครงเครงอยู่เลย ทั้งเครื่องบินทั้งเรือสามวันติดกันนี่มันมึนจริงๆ ถ้าอยู่ยาวกว่านี้ เขียนเยอะกว่านี้แย่แน่ๆ ไปตามหาหัวใจ เอ้ย ช๊อคโกแลตดีกว่า
Thursday, May 15, 2008
อดีตที่ปวดร้าว กับ อนาคตที่เปลี่ยนไป
"หากเธอยิ่งคิดแล้วยิ่งต้องเสียใจต้องร้องไห้
ติดกับความคิดที่เธอปวดร้าวยิ่งช้ำใจ
หากเป็นอย่างนั้นไม่คิดไม่คิดถึงมันจะดีกว่าไหม
ปล่อยใจเธอหยุดพัก อยู่กับฉันแค่สักวันอย่าคิดเลย"
คิดว่าหลายคนคงรู้จักเพลงนี้ หรือไม่ก็เคยฟังอยู่บ้างถึงจะร้องได้หรือไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหา เอ๊ะ คุ้นๆ ไม่เกี่ยวด้วย เออช่างมัน มันคือเพลง "อย่าคิดเลย ของ พีซเมกเกอร์" อย่าที่เพลงบอกถ้าคิดถึงเรื่องแย่ๆเรื่องนั้นแล้วต้องมานั่งเสียใจ แล้วจะคิดไปทำไม ลองหยุดคิดดูซักพัก อย่างน้อยก็ซักวันที่อยู่กันคนที่รักเรา เราอาจจะชอบที่ไม่มีมันอยู่ในหัวก็ได้ ทำใจให้สบายออกไปเที่ยวเล่นดีกว่า ไม่รู้จะไปไหนกับใคร ก็ไปสวนสาธารณะที่ไหนซักแห่ง เดินเล่นชิวๆ ดูต้นไม้ใบหญ้า แต่อย่าไปโดดน้ำเล่นหละ ไม่ก็ไปดูหนังโหดๆซักเรื่อง ระบายอารมณ์ดีเหมือนกัน ตอนนี้ก็นี่เลย "Never Back Down" จะว่าไปเรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลงนี้นะ สิ่งที่ทำให้บอบช้ำ ไม่ได้แค่ทำให้ปวดร้าวเสียใจ แต่ยังให้ประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วย คนที่มีความหลังที่โหดร้าย เจ็บปวดกับมันทุกครั้งที่มีคนพูดถึง แต่ก็ต่อสู้กับมัน เพื่อศักดิ์ศรี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องต่อสู้กับมันอีก เผชิญหน้ากับความจริงที่ซักวันเราก็ต้องเจอมันอยู่ดี เอาความสุขที่รออยู่มาเป็นพลังให้ก้าวต่อไป วางความเจ็บปวดนั้นไว้ แล้วให้มันคอยเตือนถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความรู้สึก แต่เพื่อสอนไม่ให้กลับไปเจอเรื่องเดิมๆอีก
ปอลอ.
สงสัยใกล้ได้เวลานอนแล้ว ง่วงได้อีก ขอให้ทุกคนหลับฝันดีอย่างสบายใจ
อ้อ Happy Birthday ทู พี่เอก ขอให้มีความสุขมาก หายเร็วๆหละ
ติดกับความคิดที่เธอปวดร้าวยิ่งช้ำใจ
หากเป็นอย่างนั้นไม่คิดไม่คิดถึงมันจะดีกว่าไหม
ปล่อยใจเธอหยุดพัก อยู่กับฉันแค่สักวันอย่าคิดเลย"
คิดว่าหลายคนคงรู้จักเพลงนี้ หรือไม่ก็เคยฟังอยู่บ้างถึงจะร้องได้หรือไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหา เอ๊ะ คุ้นๆ ไม่เกี่ยวด้วย เออช่างมัน มันคือเพลง "อย่าคิดเลย ของ พีซเมกเกอร์" อย่าที่เพลงบอกถ้าคิดถึงเรื่องแย่ๆเรื่องนั้นแล้วต้องมานั่งเสียใจ แล้วจะคิดไปทำไม ลองหยุดคิดดูซักพัก อย่างน้อยก็ซักวันที่อยู่กันคนที่รักเรา เราอาจจะชอบที่ไม่มีมันอยู่ในหัวก็ได้ ทำใจให้สบายออกไปเที่ยวเล่นดีกว่า ไม่รู้จะไปไหนกับใคร ก็ไปสวนสาธารณะที่ไหนซักแห่ง เดินเล่นชิวๆ ดูต้นไม้ใบหญ้า แต่อย่าไปโดดน้ำเล่นหละ ไม่ก็ไปดูหนังโหดๆซักเรื่อง ระบายอารมณ์ดีเหมือนกัน ตอนนี้ก็นี่เลย "Never Back Down" จะว่าไปเรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลงนี้นะ สิ่งที่ทำให้บอบช้ำ ไม่ได้แค่ทำให้ปวดร้าวเสียใจ แต่ยังให้ประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วย คนที่มีความหลังที่โหดร้าย เจ็บปวดกับมันทุกครั้งที่มีคนพูดถึง แต่ก็ต่อสู้กับมัน เพื่อศักดิ์ศรี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องต่อสู้กับมันอีก เผชิญหน้ากับความจริงที่ซักวันเราก็ต้องเจอมันอยู่ดี เอาความสุขที่รออยู่มาเป็นพลังให้ก้าวต่อไป วางความเจ็บปวดนั้นไว้ แล้วให้มันคอยเตือนถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความรู้สึก แต่เพื่อสอนไม่ให้กลับไปเจอเรื่องเดิมๆอีก
ปอลอ.
สงสัยใกล้ได้เวลานอนแล้ว ง่วงได้อีก ขอให้ทุกคนหลับฝันดีอย่างสบายใจ
อ้อ Happy Birthday ทู พี่เอก ขอให้มีความสุขมาก หายเร็วๆหละ
Sunday, May 11, 2008
First Meet @ ท่าพระจันทร์
แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวเรือจะไปขายของ ขอเชิญน้องๆมาเรียนเอสไอ ฮิ้วววววว....
เอ่ออ จะเชิญทำไมจ่ายตังไปแล้วนิ เหอๆ พอดีว่าติดลม ไปงาน First Meet ที่ท่าพระจันทร์มา ดูเหมือนน้องมากันน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ก็เหนื่อยได้อีก รั่วกันเลยพี่น้อง อ้อมกะกุ๊กเป็นพี่เนียนได้เนียนสุดๆ เพราะเห็นมันชอบแว๊บมาหา บางทีก็แอบส่งสายตา ปิ้งๆ เอ๊ะ อันนี้ไม่ใช่ละ เลยแอบคิดว่าน้องคงรู้นานแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ เยี่ยมไปเร้ยยย สงสานน้องเต้มากมาย เธออยู่แต่กับกุ๊ก แต่ก็พอมีเพื่อนอยู่บ้าง ไม่อยากคิดว่าถ้าน้องเค้าไม่ใช่คนอัธยาศัยดี เค้าคงไม่มีเพื่อนเดินออกไปจากงานด้วยกันเป็นแน่ เพลงเพียงกระซิบของแบล็คเฮด เป็นเพลงที่ปลดปล่อยมากเลย โดยเฉพาะท่อนที่ไม่มีในเนื้อเพลงปกติ อันสุดท้ายนี่สมมุติว่าเกี่ยวไปละกันนะ
เมื่อวานก็ไป workshop แล้วไปเล่นว่าวต่อ ที่สนามหลวง ตอนเย็นๆชิวมากๆ นึกถึงว่าวแล้วรู้สึกว่าเหมือนตัวเองยังไงก็ไม่รู้ มีอิสระอยู่นรท้องฟ้า แต่ไปไหนไม่ได้ ต้องล่องลอยอยู่ที่เดิม ตามที่เจ้าของจะต้องการให้มันอยู่ เหมือนชีวิตที่มีคิดว่าอิสระแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าอ่านแล้วมานเบลอๆงงๆก็ไม่ต้องสงสัย เดี๋ยวจะมาแก้ให้ทีหลัง เพราะมันน่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าเขียนได้แล้ว จบจากนี้คงต้องไปล่องลอยในฝันแล้วหละ ไม่งั้นคงได้ hibernate อยู่แถวนี้แน่ๆ ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ (ที่เร็วกว่าทุกวัน)
เอ่ออ จะเชิญทำไมจ่ายตังไปแล้วนิ เหอๆ พอดีว่าติดลม ไปงาน First Meet ที่ท่าพระจันทร์มา ดูเหมือนน้องมากันน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ก็เหนื่อยได้อีก รั่วกันเลยพี่น้อง อ้อมกะกุ๊กเป็นพี่เนียนได้เนียนสุดๆ เพราะเห็นมันชอบแว๊บมาหา บางทีก็แอบส่งสายตา ปิ้งๆ เอ๊ะ อันนี้ไม่ใช่ละ เลยแอบคิดว่าน้องคงรู้นานแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ เยี่ยมไปเร้ยยย สงสานน้องเต้มากมาย เธออยู่แต่กับกุ๊ก แต่ก็พอมีเพื่อนอยู่บ้าง ไม่อยากคิดว่าถ้าน้องเค้าไม่ใช่คนอัธยาศัยดี เค้าคงไม่มีเพื่อนเดินออกไปจากงานด้วยกันเป็นแน่ เพลงเพียงกระซิบของแบล็คเฮด เป็นเพลงที่ปลดปล่อยมากเลย โดยเฉพาะท่อนที่ไม่มีในเนื้อเพลงปกติ อันสุดท้ายนี่สมมุติว่าเกี่ยวไปละกันนะ
เมื่อวานก็ไป workshop แล้วไปเล่นว่าวต่อ ที่สนามหลวง ตอนเย็นๆชิวมากๆ นึกถึงว่าวแล้วรู้สึกว่าเหมือนตัวเองยังไงก็ไม่รู้ มีอิสระอยู่นรท้องฟ้า แต่ไปไหนไม่ได้ ต้องล่องลอยอยู่ที่เดิม ตามที่เจ้าของจะต้องการให้มันอยู่ เหมือนชีวิตที่มีคิดว่าอิสระแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าอ่านแล้วมานเบลอๆงงๆก็ไม่ต้องสงสัย เดี๋ยวจะมาแก้ให้ทีหลัง เพราะมันน่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าเขียนได้แล้ว จบจากนี้คงต้องไปล่องลอยในฝันแล้วหละ ไม่งั้นคงได้ hibernate อยู่แถวนี้แน่ๆ ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ (ที่เร็วกว่าทุกวัน)
Friday, May 9, 2008
Happy Ending
เห็นหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็คิดถึงมันทุกที หนังสือที่ว่านี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Happy Ending Vol.1 เล่มโปรดนั่นเอง อาจเป็นเพราะว่าเป็นหนังสือเล่มแรกซื้อมาอ่านในรอบหลายๆปี นอกจากหนังสือเรียน บวกกับเรื่องแฮปปี้ๆในหนังสือเล่มนี้ ก็เลยเกิดติดใจมันขึ้นมา เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เล่มสองจะลืมตามาดูโลกซะทีจะรีบไปหามาอ่านเลย
พุดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ก็คงจะไม่มีใครอยากให้มันจบแบบแซดๆหรอกใช่มั้ย เวลาไปดูหนังที่จบเศร้าบางทียังคิดว่าไม่น่ามาดูเลย แต่คิดในทางที่ดี ถ้ามันไม่จบอย่างงั้นก้อเดาออกกันหมดสิว่ามันจะจบยังไง เหมือนละครหลังข่าวหลายๆเรื่อง ได้ยินมาว่าคนที่มีความสุขจะอายุยืน แต่ชิวิตจริงมันก็ไม่ได้ดีเหมือนในนิยายซักเท่าไหร่ เพราะงั้นก็หาความสุขให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ แล้วก็กลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายต่อไป
แต่บางเรื่องมันก็ไม่ควรจะจบแฮปปปี้นะ อย่างเวลาโดนยุงดูดเลือดเนี่ย อยากถามมันจังเลยว่า ช้านไปทำร้ายแกตอนไหนถึงต้องมาทำร้ายช้ายเนี่ย สุดท้าย บางคนก็คงปล่อยมันลอยนวลไป แต่เชื่อสิคนส่วนใหญ่ต้องตบมันแบนแน่ๆ ถ้าโดนนะ เพราะคงไม่มีใครอยากให้มันกัดซ้ำหรอกใช่มั้ย จะว่าไปเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกันเนี่ย เอาเถอะชักจะเริ่มมั่วแล้ว
เอาเป็นว่าขอให้ทุกคนมีความสุขละกัน เดี๋ยวอะไรๆก็ดีตามไปเอง เรื่องเครียดๆก็ปล่อยๆมันไปมั่ง ลัลล้ากันดีกว่า เครียดแต่คิดไม่ออกก็ไร้ค่า ชีวิตยังอีกยาวไกล
พุดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ก็คงจะไม่มีใครอยากให้มันจบแบบแซดๆหรอกใช่มั้ย เวลาไปดูหนังที่จบเศร้าบางทียังคิดว่าไม่น่ามาดูเลย แต่คิดในทางที่ดี ถ้ามันไม่จบอย่างงั้นก้อเดาออกกันหมดสิว่ามันจะจบยังไง เหมือนละครหลังข่าวหลายๆเรื่อง ได้ยินมาว่าคนที่มีความสุขจะอายุยืน แต่ชิวิตจริงมันก็ไม่ได้ดีเหมือนในนิยายซักเท่าไหร่ เพราะงั้นก็หาความสุขให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ แล้วก็กลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายต่อไป
แต่บางเรื่องมันก็ไม่ควรจะจบแฮปปปี้นะ อย่างเวลาโดนยุงดูดเลือดเนี่ย อยากถามมันจังเลยว่า ช้านไปทำร้ายแกตอนไหนถึงต้องมาทำร้ายช้ายเนี่ย สุดท้าย บางคนก็คงปล่อยมันลอยนวลไป แต่เชื่อสิคนส่วนใหญ่ต้องตบมันแบนแน่ๆ ถ้าโดนนะ เพราะคงไม่มีใครอยากให้มันกัดซ้ำหรอกใช่มั้ย จะว่าไปเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกันเนี่ย เอาเถอะชักจะเริ่มมั่วแล้ว
เอาเป็นว่าขอให้ทุกคนมีความสุขละกัน เดี๋ยวอะไรๆก็ดีตามไปเอง เรื่องเครียดๆก็ปล่อยๆมันไปมั่ง ลัลล้ากันดีกว่า เครียดแต่คิดไม่ออกก็ไร้ค่า ชีวิตยังอีกยาวไกล
Sunday, May 4, 2008
Melody of Life
สงสัยเริ่มจะกลับสู่อาการเดิมแล้วสิ อาการขี้เกียจเขียนกำเริบ เขียนบ่อยๆได้แค่ไม่กี่วัน ประมาณว่าเห่อ หลังจากนี้ก็จะเห็นว่าเริ่มห่างหาย ด้วยความขี้เกียจที่มันไม่เข้าใครออกใคร เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเอาซะเลยนะนี่ พอขี้เกียจครั้งนึงมันก็จะขี้เกียจไปเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นไปแล้ว ถ้าไม่ว๊างว่างก็คงจะได้เขียนนะเนี่ย เพราะช่วงนี้แดนซ์มันส์ เหอๆ เลยแว๊บไปแดนซ์บ่อยๆ ไม่ได้ไปท่องราตรีนะ เด็กดีขนาดนี้แดนซ์ยังหน้าโรงเรียนแลย โรงเรียนไหนไปหาเอาเอง อิอิ
เมื่อวานไปดูคอนเสิร์ต Melody of Life ที่ Central World สนุกดี ใครที่อยากตามแฟชั่นแต่ตามไม่ค่อยทัน ว่างๆแนะนำให้ไปงานแบบนี้นะ เพราะมันเหมือนเป็นแหล่งรวมแฟชั่นเด็กแนว ทุกคนแต่งตัวแนวเดียวกันหมด เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ กางเกงขาสั้น หรือจะเป็นกางเกงขาเดฟนี่ก็ขาดไม่ได้เลย เมื่อก่อนที่กางเกงแนวนี้มาใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีคนใส่ บางคนว่าเสี่ยวมั่ง ลาวมั่ง แต่ตอนนี้ก็ต้องไปหามาใส่กัน เพราะงั้นอะไรที่ตัวเองไม่ชอบก็อย่าคิดว่าคนอื่นต้องไม่ชอบด้วยเพราะไม่แน่คนที่หามาใส่อาจจะเป็นคนใกล้ตัวก็ได้ ก็เหมือนกระแสความนิยมบางอย่างที่พอน้อยคนทำก็ว่า แต่พอมีคนทำเหมือนกันมากขึ้น สุดท้ายมันก็เป็นที่ยอมรับ
จะว่าไปไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ๆที่คนเยอะๆนานแล้ว ล่าสุดก็ตั้งแต่ลูซิเฟอร์มานั่นแหละ แต่บรรยากาศของคอนเสิร์ตครั้งนี้ชิวมากๆ เพลงก็ชิว คนก็ชิว หมายถึงตอนกลางวันหนะ พอยิ่งเย็นคนยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ข้างในจากที่กว้างๆก็เป็นปลากระป๋องขึ้นมาทันที ขนาดอยู่ข้างหลังยังออกยากเลย แล้วถ้าเกิดคนที่อยู่ข้างหน้าเกิดต้องไปห้องน้ำกะทันหันมันจะไปทันมั้ยหนะ แต่คอนเสิร์ตถ้าไม่มีคนหรือคนน้อยมันก็คงจะไม่สนุกสินะ ดีนะเมื่อวานไม่ค่อยร้อน แดดไม่ออก แต่ถ้าได้อยู่ต่อคงดีกว่า ฮ่าๆๆ กลางคืนมันไม่ร้อนแล้ว มีลานเบียร์ มีดนตรีฟัง นั่งเมา เอ้ย นั่งคุย นั่งเล่น เอ๊ะ แบบนี้มันคุ้นๆนะ ถ้าเป็นหน้าหนาวด้วยจะดีมากเลย เหอๆ
เมื่อวานไปดูคอนเสิร์ต Melody of Life ที่ Central World สนุกดี ใครที่อยากตามแฟชั่นแต่ตามไม่ค่อยทัน ว่างๆแนะนำให้ไปงานแบบนี้นะ เพราะมันเหมือนเป็นแหล่งรวมแฟชั่นเด็กแนว ทุกคนแต่งตัวแนวเดียวกันหมด เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ กางเกงขาสั้น หรือจะเป็นกางเกงขาเดฟนี่ก็ขาดไม่ได้เลย เมื่อก่อนที่กางเกงแนวนี้มาใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีคนใส่ บางคนว่าเสี่ยวมั่ง ลาวมั่ง แต่ตอนนี้ก็ต้องไปหามาใส่กัน เพราะงั้นอะไรที่ตัวเองไม่ชอบก็อย่าคิดว่าคนอื่นต้องไม่ชอบด้วยเพราะไม่แน่คนที่หามาใส่อาจจะเป็นคนใกล้ตัวก็ได้ ก็เหมือนกระแสความนิยมบางอย่างที่พอน้อยคนทำก็ว่า แต่พอมีคนทำเหมือนกันมากขึ้น สุดท้ายมันก็เป็นที่ยอมรับ
จะว่าไปไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ๆที่คนเยอะๆนานแล้ว ล่าสุดก็ตั้งแต่ลูซิเฟอร์มานั่นแหละ แต่บรรยากาศของคอนเสิร์ตครั้งนี้ชิวมากๆ เพลงก็ชิว คนก็ชิว หมายถึงตอนกลางวันหนะ พอยิ่งเย็นคนยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ข้างในจากที่กว้างๆก็เป็นปลากระป๋องขึ้นมาทันที ขนาดอยู่ข้างหลังยังออกยากเลย แล้วถ้าเกิดคนที่อยู่ข้างหน้าเกิดต้องไปห้องน้ำกะทันหันมันจะไปทันมั้ยหนะ แต่คอนเสิร์ตถ้าไม่มีคนหรือคนน้อยมันก็คงจะไม่สนุกสินะ ดีนะเมื่อวานไม่ค่อยร้อน แดดไม่ออก แต่ถ้าได้อยู่ต่อคงดีกว่า ฮ่าๆๆ กลางคืนมันไม่ร้อนแล้ว มีลานเบียร์ มีดนตรีฟัง นั่งเมา เอ้ย นั่งคุย นั่งเล่น เอ๊ะ แบบนี้มันคุ้นๆนะ ถ้าเป็นหน้าหนาวด้วยจะดีมากเลย เหอๆ
Wednesday, April 30, 2008
15นาทีไม่ถึง T.T
ไม่ได้อัพมาสองวันแล้วสินะ งึมๆๆ ได้ฤกษ์ละ เมื่อสองวันก่อนไปโรงงาน นั่งจิ้มงานอยู่หน้าคอมทั้งวัน แถมยังเอากลับมาทำต่อที่บ้าน พอทำเสร็จเลยเบลอ คิดไรไม่ออก บวกกับไม่มีไรจะเขียน เพราะไม่ได้ไปไหนเลย
เมื่อเช้าคิดว่าจะได้ไปช่วยงานรับน้องที่คณะ เลยกะว่าจะไปกับอุ้ม ออกไปพร้อมม๊าแต่เช้าเลย วันแรกที่ตื่นตั้งแต่ตี5ครึ่งในรอบหลายเดือน เพราะเวลานี้ปกติคงจะยังหลับไม่รู้เรื่อง (แต่ลุกจากเตียงจริงๆตอน6.45) อุ้มบอกต้องรอแม่กลับมาก่อนถึงจะไปได้ ก็รอไป นั่งเล่นนอนเล่นกับน้องเหมย น้องเรย์ไปเรื่อย เที่ยงก็แล้วมันก็ยังไม่โทรมา ดูท่าจะไม่ได้ไปซะแล้วสิ เลยโทรถามแปมเผื่อจะไปกับแปมแทน โทรไปแปมถามไปไหน ไปทำไร สรุปคือลืม แล้วก็คงไม่ไปแล้วแหละ เหอๆ ก็มานั่งคิดเออเอาไงดี รึจะไม่ไปดี ก็รออุ้มต่อไปบ่ายโมงโทรใหม่ อุ้มบอกแม่เข้ามาพอดี ออกมาได้เลย แต่ดูเวลาแล้วบ่ายโมง ถ้าไปก็ถึงตอนสองโมง เลยเปลี่ยนใจบอกอุ้มไปสยามกันดีกว่า
เรื่องมันก็เริ่มต้นตรงนี้แล คุยกับอุ้มเสร็จก็เลยโทรไปชวนพี่พี เนื่องจากรู้ว่าว่างตลอด >.< แล้วดันบอกไปว่าถึงหมดชิตแล้วโทรมาบอก "15นาทีก็ถึง" แต่ไม่ได้ดูเลยว่าพี่ที่ร้านไม่อยู่กัน ม๊าบอกว่าพี่เค้าไปนานแล้วอีกแปปนึงก็กลับแล้วให้รอก่อน เดี๋ยวให้เค้าแว้นไปส่งBTS ก็นั่งรอคิดว่าแปปเดียว ครึ่งชั่วโมงผ่านไปพี่แกถึงจะมา ก็เลยเป็นที่มาของ"15นาทีไม่ถึง" แต่เข้าใจว่าอุ้มก็คงออกมาเวลาพอกัน เพราะตอนที่พี่พีโทรมาก็โทรไปบอกอุ้มให้ออกมาเลย แต่ก็ยังถึงก่อนอุ้ม ไปถึงอุ้มบอกให้ไปจองตั๋วหนังก่อนเลย ตอนนั้นดูนาฬิกาก็สามโมงสิบห้าแล้ว สรุปว่าดู Forbidden Kingdom ตอนสามโมงครึ่ง เหลือเวลาประมาณสิบห้านาที ไปนั่งกินฮะจิบัง ด้วยความคิดที่ว่ามันโฆษณานานไปทันอยู่แล้ว แล้วก็ไปทันจริงๆ เข้าไปตอนหนังเริ่มจะฉายพอดีเด๊ะ
ว่ากันเรื่องหนังนิดนึงละกัน ไหนๆก็ไหนๆละ จะว่าไปมันก็มันดีนะ แอบฮาด้วย หลิวอี้เฟยสวยได้อีก แต่ดูตัวร้ายจะไม่เก่งอย่างที่คิด ที่เหลือก็ไปดูเอา ที่แน่ๆได้ข้อคิดมาสามข้อ
1. คนที่เคารพอาจารย์คือคนที่เคารพตัวเอง (อันนี้ฟังดูเป็นผู้เป็นคน)
2. เหล้าทำให้มีชีวิตที่ยืนยาว
3. กินเหล้าหนะไม่บาป แต่จะบาปเพราะกินไม่แบ่ง
อืมมม เป็นอย่างงี้นี่เอง ว่าแต่ทำไมต้องไปเรื่องนี้ด้วยหละนี่
ดูเสร็จว่าจะไปกินเค้ก แต่อุ้มต้องกลับก่อน เลยไปซื้อขนมปังให้ตั่วอี๊กับป๊า ไม่รู้ทำไมชอบกินขนมปังเปล่าๆกันจัง เลือกร้านกันด้วยนะ คือแต่ละร้านมันต่างกันตรงไหนรือ ทำไมกินร้านไหนมันก็เหมือนกันไปหมด หรือไม่มีความสามารถลิ้มรสขนมปังเปล่าๆได้เองหว่า ช่างมัน ไม่ได้กิน แต่เค้ก Secret Recipe ที่กินไปมันอร่อยกว่าอยู่แล้ว แอบโฆษณาให้ด้วยหรอเนี่ย
ตอนกลับไปบ้านตั่วอี๊ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น พอขึ้นรถก็เปิดดูว่าขนมปังมันอยู่ดีรึป่าว ถุงบนสุดสบายดี แต่ถุงข้างล่าง เจ้าขนมปังเปล่าของตั่วอี๊นี่สิ มันโดนเจ้าขนมปัง+สังขยาที่มีพลัง(งาน)มากกว่าทับ จนเกือบแบน น่าสงสานจริงๆ เพราะลืมคิดว่ามันหนักกว่า ตอนถือแยกมันไม่รู้สึกว่ามันต่างกันเท่าไหร่ เลยซ้อนเข้าไป ผลก็เป็นอย่างที่ว่า
ปล. ขออภัยอย่างสุดซึ้ง ที่ทำให้พี่พีต้องรอนาน กับ นัท ไข่เค็มที่ไม่ได้ไปช่วยงาน
ปล. หลัง ปล. ยังมีที่อยากเขียนอีกแต่นึกไม่ออก เพราะไอโดมันเปิดทีวีดู รบกวนสมาธิ เกี่ยวมั้ยนั่น
เมื่อเช้าคิดว่าจะได้ไปช่วยงานรับน้องที่คณะ เลยกะว่าจะไปกับอุ้ม ออกไปพร้อมม๊าแต่เช้าเลย วันแรกที่ตื่นตั้งแต่ตี5ครึ่งในรอบหลายเดือน เพราะเวลานี้ปกติคงจะยังหลับไม่รู้เรื่อง (แต่ลุกจากเตียงจริงๆตอน6.45) อุ้มบอกต้องรอแม่กลับมาก่อนถึงจะไปได้ ก็รอไป นั่งเล่นนอนเล่นกับน้องเหมย น้องเรย์ไปเรื่อย เที่ยงก็แล้วมันก็ยังไม่โทรมา ดูท่าจะไม่ได้ไปซะแล้วสิ เลยโทรถามแปมเผื่อจะไปกับแปมแทน โทรไปแปมถามไปไหน ไปทำไร สรุปคือลืม แล้วก็คงไม่ไปแล้วแหละ เหอๆ ก็มานั่งคิดเออเอาไงดี รึจะไม่ไปดี ก็รออุ้มต่อไปบ่ายโมงโทรใหม่ อุ้มบอกแม่เข้ามาพอดี ออกมาได้เลย แต่ดูเวลาแล้วบ่ายโมง ถ้าไปก็ถึงตอนสองโมง เลยเปลี่ยนใจบอกอุ้มไปสยามกันดีกว่า
เรื่องมันก็เริ่มต้นตรงนี้แล คุยกับอุ้มเสร็จก็เลยโทรไปชวนพี่พี เนื่องจากรู้ว่าว่างตลอด >.< แล้วดันบอกไปว่าถึงหมดชิตแล้วโทรมาบอก "15นาทีก็ถึง" แต่ไม่ได้ดูเลยว่าพี่ที่ร้านไม่อยู่กัน ม๊าบอกว่าพี่เค้าไปนานแล้วอีกแปปนึงก็กลับแล้วให้รอก่อน เดี๋ยวให้เค้าแว้นไปส่งBTS ก็นั่งรอคิดว่าแปปเดียว ครึ่งชั่วโมงผ่านไปพี่แกถึงจะมา ก็เลยเป็นที่มาของ"15นาทีไม่ถึง" แต่เข้าใจว่าอุ้มก็คงออกมาเวลาพอกัน เพราะตอนที่พี่พีโทรมาก็โทรไปบอกอุ้มให้ออกมาเลย แต่ก็ยังถึงก่อนอุ้ม ไปถึงอุ้มบอกให้ไปจองตั๋วหนังก่อนเลย ตอนนั้นดูนาฬิกาก็สามโมงสิบห้าแล้ว สรุปว่าดู Forbidden Kingdom ตอนสามโมงครึ่ง เหลือเวลาประมาณสิบห้านาที ไปนั่งกินฮะจิบัง ด้วยความคิดที่ว่ามันโฆษณานานไปทันอยู่แล้ว แล้วก็ไปทันจริงๆ เข้าไปตอนหนังเริ่มจะฉายพอดีเด๊ะ
ว่ากันเรื่องหนังนิดนึงละกัน ไหนๆก็ไหนๆละ จะว่าไปมันก็มันดีนะ แอบฮาด้วย หลิวอี้เฟยสวยได้อีก แต่ดูตัวร้ายจะไม่เก่งอย่างที่คิด ที่เหลือก็ไปดูเอา ที่แน่ๆได้ข้อคิดมาสามข้อ
1. คนที่เคารพอาจารย์คือคนที่เคารพตัวเอง (อันนี้ฟังดูเป็นผู้เป็นคน)
2. เหล้าทำให้มีชีวิตที่ยืนยาว
3. กินเหล้าหนะไม่บาป แต่จะบาปเพราะกินไม่แบ่ง
อืมมม เป็นอย่างงี้นี่เอง ว่าแต่ทำไมต้องไปเรื่องนี้ด้วยหละนี่
ดูเสร็จว่าจะไปกินเค้ก แต่อุ้มต้องกลับก่อน เลยไปซื้อขนมปังให้ตั่วอี๊กับป๊า ไม่รู้ทำไมชอบกินขนมปังเปล่าๆกันจัง เลือกร้านกันด้วยนะ คือแต่ละร้านมันต่างกันตรงไหนรือ ทำไมกินร้านไหนมันก็เหมือนกันไปหมด หรือไม่มีความสามารถลิ้มรสขนมปังเปล่าๆได้เองหว่า ช่างมัน ไม่ได้กิน แต่เค้ก Secret Recipe ที่กินไปมันอร่อยกว่าอยู่แล้ว แอบโฆษณาให้ด้วยหรอเนี่ย
ตอนกลับไปบ้านตั่วอี๊ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น พอขึ้นรถก็เปิดดูว่าขนมปังมันอยู่ดีรึป่าว ถุงบนสุดสบายดี แต่ถุงข้างล่าง เจ้าขนมปังเปล่าของตั่วอี๊นี่สิ มันโดนเจ้าขนมปัง+สังขยาที่มีพลัง(งาน)มากกว่าทับ จนเกือบแบน น่าสงสานจริงๆ เพราะลืมคิดว่ามันหนักกว่า ตอนถือแยกมันไม่รู้สึกว่ามันต่างกันเท่าไหร่ เลยซ้อนเข้าไป ผลก็เป็นอย่างที่ว่า
ปล. ขออภัยอย่างสุดซึ้ง ที่ทำให้พี่พีต้องรอนาน กับ นัท ไข่เค็มที่ไม่ได้ไปช่วยงาน
ปล. หลัง ปล. ยังมีที่อยากเขียนอีกแต่นึกไม่ออก เพราะไอโดมันเปิดทีวีดู รบกวนสมาธิ เกี่ยวมั้ยนั่น
Sunday, April 27, 2008
ลัลล้า กับ เหมย เหมย
"เมื่อวันเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง" ช่วงนี้ฝนตกบ่อย คิดจะตกก็ตก ทีเวลาอยากให้ตกหละไม่ตก ดูแลสุขภาพกันให้ดีๆ อย่าให้ลมพัดพาความแข็งแรงไปด้วยหละ
ฝนตกแต่เช้าเลย มีคนแปลกหน้ามาปลุกถึงที่นอนด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก "น้องเหมย" นี่เอง ไปซีค่อนกันกะกง กู๋ พี่วี ม๊า โด เหมย พาเหมยไปเล่น Yoyoland ไปกิน Zen จ่ายค่าโทรศัพท์ แล้วก็เดินเล่นนิดหน่อย เพราะไล่จับลิงซะมากกว่า ไม่รู้คึกอะไรนักหนา วิ่งซะทั่วห้าง
เวลาผ่านไปครึ่งวันเหมยก็ยังไม่หลับ ไปนั่งเล่นที่สโมสรบ้านกู๋ ไปเล่นน้ำกัน ตอนแรกไมได้ลง มีแค่โดกะเหมย เพราะคิดว่าฝนจะตก เด๋วเล่นแปปเดียวเรยไม่ลง มันเล่นกันครึ่งชั่วโมงก็ขึ้น เหมยคงเรื่อยเหนื่อย ขึ้นมาก็ยังไม่ยอมนอน เดินไปเดินมา ซักพักหลับ
นั่งเล่นเกมก็แล้ว ฟังเพลงก็แล้ว จะหลับก็เกรงใจ อยู่สโมสร ดูเวลา เกือบห้าโมง อีกตั้งนานกว่ากู๋จะตีเทนนิสเสร็จ ก็เลยไปว่ายน้ำ ฝนมันจะตกก็ช่างมันละ เบื่อมากมาย ไม่มีไรทำ ว่ายไปชั่วโมงนึง ม๊าไปปลุกเหมยมาเล่นน้ำอีกรอบ --" อุส่าพยายามตั้งนานให้มันแล้ว แล้วพอมันหลับดันไปปลุกมัน
ทุ่มนึงก็ขึ้น กู๋ตีเสร็จพอดี ไปกิน Daidomon ที่จัสโก้ แล้วไปกินไอติม Mc นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย ดูเวลาอีกทีสี่ทุ่ม กลับบ้าน แล้วก็มานั่งง่วงอยู่หน้าคอม อยากนอนแต่ไม่อยากนอน เหอๆ
ฝนตกแต่เช้าเลย มีคนแปลกหน้ามาปลุกถึงที่นอนด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก "น้องเหมย" นี่เอง ไปซีค่อนกันกะกง กู๋ พี่วี ม๊า โด เหมย พาเหมยไปเล่น Yoyoland ไปกิน Zen จ่ายค่าโทรศัพท์ แล้วก็เดินเล่นนิดหน่อย เพราะไล่จับลิงซะมากกว่า ไม่รู้คึกอะไรนักหนา วิ่งซะทั่วห้าง
เวลาผ่านไปครึ่งวันเหมยก็ยังไม่หลับ ไปนั่งเล่นที่สโมสรบ้านกู๋ ไปเล่นน้ำกัน ตอนแรกไมได้ลง มีแค่โดกะเหมย เพราะคิดว่าฝนจะตก เด๋วเล่นแปปเดียวเรยไม่ลง มันเล่นกันครึ่งชั่วโมงก็ขึ้น เหมยคงเรื่อยเหนื่อย ขึ้นมาก็ยังไม่ยอมนอน เดินไปเดินมา ซักพักหลับ
นั่งเล่นเกมก็แล้ว ฟังเพลงก็แล้ว จะหลับก็เกรงใจ อยู่สโมสร ดูเวลา เกือบห้าโมง อีกตั้งนานกว่ากู๋จะตีเทนนิสเสร็จ ก็เลยไปว่ายน้ำ ฝนมันจะตกก็ช่างมันละ เบื่อมากมาย ไม่มีไรทำ ว่ายไปชั่วโมงนึง ม๊าไปปลุกเหมยมาเล่นน้ำอีกรอบ --" อุส่าพยายามตั้งนานให้มันแล้ว แล้วพอมันหลับดันไปปลุกมัน
ทุ่มนึงก็ขึ้น กู๋ตีเสร็จพอดี ไปกิน Daidomon ที่จัสโก้ แล้วไปกินไอติม Mc นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย ดูเวลาอีกทีสี่ทุ่ม กลับบ้าน แล้วก็มานั่งง่วงอยู่หน้าคอม อยากนอนแต่ไม่อยากนอน เหอๆ
Saturday, April 26, 2008
เกลอโบะ..โกะเบลอ
ไปซ้อมเพลงเชียร์ที่คณะ คนเยอะมากกก..(ประชด) แต่ก็บ้านหนึ่งซะส่วนใหญ่ น่าภูมิใจดีนะ จริงๆก็ไม่ได้ซ้อมอะไรมากมาย แค่พอให้รู้ เดี๋ยวค่อยว่ากัน
ซ้อมเสร็จไปสยามต่อ ดู Superhero ก็ฮาดี แต่ก็ไม่ได้มากมาย รึไม่เข้าใจมันเองก็ไม่รู้ เพราะป๋องมันฮาได้แบบสะใจสุดๆไปเลย แต่มันก็มีคำแนะนำสำหรับหนังที่อยากให้คนดู credits เพราะมันแอบบอกว่ายังไม่จบ แล้วขึ้น credits มาประมาณห้านาทีพร้อมกับฉากที่ไม่มีในหนัง เป็นการบังคับดูไปในตัว บางเรื่องก็อาจจะมีแต่คนไม่ค่อยดู แต่เรื่องนี้เพราะมันไม่เปิดไฟเลยไม่มีใครลุก เลยต้องดูต่อไป หนังไม่ยาวนะ แต่ตอนดูไม่รู้ทำไมมันน๊านนาน ดูเสร็จก็ไปกินส้มตำ ละไปถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองทุ่มครึ่งแล้วเลยกลับก่อน
แต่วันนี้มันแปลกๆหลายอย่าง..
- ตั้งแต่เช้าตื่นมาแบบเมื่อยๆ
- ไปถึงคณะคนน้อยมาก เพราะตอนแรกแอบคิดว่าคนเยอะ
- ไปพารากอน แปมขับรถไป แต่ลงไปที่จอดรถข้างล่าง ไม่มีที่จอดละรถติดมากๆ
- ไปดูหนังตลก แต่แทบหลับก่อนฉายเพราะเข้าเร็ว ก่อนออกเพราะมันให้ดู credits นานเกิน
- ยืนอยู่ในบีทีเอสเล่นเกมยังจะหลับเอา
หลายหลับอย่างงี้สงสัยที่มันแปลกๆเพราะง่วงแน่เรยนิ ตอนนี้ก็นึกไรไม่ออกแล้ว...
ซ้อมเสร็จไปสยามต่อ ดู Superhero ก็ฮาดี แต่ก็ไม่ได้มากมาย รึไม่เข้าใจมันเองก็ไม่รู้ เพราะป๋องมันฮาได้แบบสะใจสุดๆไปเลย แต่มันก็มีคำแนะนำสำหรับหนังที่อยากให้คนดู credits เพราะมันแอบบอกว่ายังไม่จบ แล้วขึ้น credits มาประมาณห้านาทีพร้อมกับฉากที่ไม่มีในหนัง เป็นการบังคับดูไปในตัว บางเรื่องก็อาจจะมีแต่คนไม่ค่อยดู แต่เรื่องนี้เพราะมันไม่เปิดไฟเลยไม่มีใครลุก เลยต้องดูต่อไป หนังไม่ยาวนะ แต่ตอนดูไม่รู้ทำไมมันน๊านนาน ดูเสร็จก็ไปกินส้มตำ ละไปถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองทุ่มครึ่งแล้วเลยกลับก่อน
แต่วันนี้มันแปลกๆหลายอย่าง..
- ตั้งแต่เช้าตื่นมาแบบเมื่อยๆ
- ไปถึงคณะคนน้อยมาก เพราะตอนแรกแอบคิดว่าคนเยอะ
- ไปพารากอน แปมขับรถไป แต่ลงไปที่จอดรถข้างล่าง ไม่มีที่จอดละรถติดมากๆ
- ไปดูหนังตลก แต่แทบหลับก่อนฉายเพราะเข้าเร็ว ก่อนออกเพราะมันให้ดู credits นานเกิน
- ยืนอยู่ในบีทีเอสเล่นเกมยังจะหลับเอา
หลายหลับอย่างงี้สงสัยที่มันแปลกๆเพราะง่วงแน่เรยนิ ตอนนี้ก็นึกไรไม่ออกแล้ว...
Friday, April 25, 2008
ฝนตก บ้านระเบิด ป๊าไม่รีบ
จากชื่อเรื่องแล้ว ทั้งสามอันนั้นไม่ได้มีไรที่เกี่ยวข้องกันเลย
อันแรก "ฝนตก" ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงตอนนี้ฝนก็ยังไม่หยุด หรือไปที่ๆฝนตกเองก็ไม่รู้ ตกนิดตกหน่อยขอให้ได้ตก ให้เราได้ไม่สบายกันถ้วนหน้า แต่ก็ชอบนะฝนตกเนี่ย แต่อย่ามาตกตอนที่จะไปไหนได้มั้ย วันนี้อากาศดีตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้นำพา จึงทำให้เกิดเรื่องที่สอง
ต่อมา "บ้านระเบิด" วันนี้คิดว่าจะต้องไปโรงงาน แต่ไม่ได้ไป ก็นั่งคุยเรื่องจะไปเที่ยวก่อนเปิดเทอมกัน ตอนแรกจะจองวันที่ 17-19 แต่มันไม่ได้ ได้วันที่ 8-11 ระเบิดลงเพราะแค่เรื่องวันเกิดนี่หละ มันไม่น่าเป็นปัญหาใช่มะ เรื่องมันมีอยู่ว่าคุณแม่อยากไปเที่ยวกับหลานๆ วันเกิดคุณลูกวันที่ 12 ยิ่งไม่น่ามีปัญหา เพราะยังไงก็กลับมาทัน แต่กลายเป็นว่าคุณแม่ไม่สนใจ อยากไปแต่กับหลานๆ วันเกิดคุณลูกมันไม่สำคัญหรอก อยากไปก็ไปเหอะลูกไม่ไป สรุปคือยกเลิกทั้งหมด แถมยังต้องกลับมากินมาม่าที่บ้าน เอ่อออ อันนี้ไม่เกี่ยว ขี้เกียดไปเดินเสรีมากกว่า เลยกลับมาหาไรกินที่บ้าน ง่ะ นอกเรื่อง อ่ะ สำหรับคนบางคนวันเกิดมันมีความสำคัญขนาดทำให้ทะเลาะกันบ้านระเบิดเลยร๋อ ไม่รู้เหมือนกัน เพราะที่บ้านไม่ค่อยใส่ใจ อย่างมากถ้าว่างกันก็ไปกินข้าวหรือซื้อเค้กมากินกัน หนุกหนาน ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรไม่ได้ แค่จำได้ นึกถึงก็พอแล้ว มันไม่ใช่วันที่เราเกิดมาอีกรอบที่ไหน แค่บ่งบอกว่าวันที่นี้ ของเดือนนี้ เราได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกอันสวยงาม(รึป่าว)นี่เอง โหดร้ายไปมั้ยนั่น
สุดท้าย "ป๊าไม่รีบ" หลังจากกลับมากินมาม่าที่บ้าน ก็ไปร้าน ไปได้แปปเดียวก็ออกมา ไปดูสี่แพร่งกะพี่พี หนังผีที่แอบฮาๆได้มากที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลย (ไม่รวมหนังตลกผีๆนะ) แต่เรื่องสุดท้ายนี่ไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะเห็นแต่หน้าพลอย มิกล้าดูตอนผีมา กลัวติดตา เหอๆ ที่แน่ๆแอบหลอนตั้งแต่ขึ้นรถ ป๊าเอาไรวางไว้หน้ารถเขียนว่า Pim แอบตกใจเล็กน้อยถึงปานกลาง อยากรู้ว่าทำไมก็ไปดูหนังเอา ดูเสร็จโทรไปบอกป๊าว่ากินข้าวก่อน ป๊าบอกไม่รีบเลยเดินกลับไปกิน zen ที่สยามเซ็น ประมานชั่วโมงผ่านไปโทรมา ป๊าไม่รีบแต่ม๊าง่วงแล้ว เร็วๆหน่อย แต่ก็กินจะเสร็จแล้วแหละ นั่ง bts กลับมาอารี ฝนยังตกอยู่เลย แต่ม๊ามารออยู่แล้วเลยไม่ค่อยเปียก
P.S. หายเร็วๆนะคระ พี่พี จะได้ไปแว้นกัน
อันแรก "ฝนตก" ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงตอนนี้ฝนก็ยังไม่หยุด หรือไปที่ๆฝนตกเองก็ไม่รู้ ตกนิดตกหน่อยขอให้ได้ตก ให้เราได้ไม่สบายกันถ้วนหน้า แต่ก็ชอบนะฝนตกเนี่ย แต่อย่ามาตกตอนที่จะไปไหนได้มั้ย วันนี้อากาศดีตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้นำพา จึงทำให้เกิดเรื่องที่สอง
ต่อมา "บ้านระเบิด" วันนี้คิดว่าจะต้องไปโรงงาน แต่ไม่ได้ไป ก็นั่งคุยเรื่องจะไปเที่ยวก่อนเปิดเทอมกัน ตอนแรกจะจองวันที่ 17-19 แต่มันไม่ได้ ได้วันที่ 8-11 ระเบิดลงเพราะแค่เรื่องวันเกิดนี่หละ มันไม่น่าเป็นปัญหาใช่มะ เรื่องมันมีอยู่ว่าคุณแม่อยากไปเที่ยวกับหลานๆ วันเกิดคุณลูกวันที่ 12 ยิ่งไม่น่ามีปัญหา เพราะยังไงก็กลับมาทัน แต่กลายเป็นว่าคุณแม่ไม่สนใจ อยากไปแต่กับหลานๆ วันเกิดคุณลูกมันไม่สำคัญหรอก อยากไปก็ไปเหอะลูกไม่ไป สรุปคือยกเลิกทั้งหมด แถมยังต้องกลับมากินมาม่าที่บ้าน เอ่อออ อันนี้ไม่เกี่ยว ขี้เกียดไปเดินเสรีมากกว่า เลยกลับมาหาไรกินที่บ้าน ง่ะ นอกเรื่อง อ่ะ สำหรับคนบางคนวันเกิดมันมีความสำคัญขนาดทำให้ทะเลาะกันบ้านระเบิดเลยร๋อ ไม่รู้เหมือนกัน เพราะที่บ้านไม่ค่อยใส่ใจ อย่างมากถ้าว่างกันก็ไปกินข้าวหรือซื้อเค้กมากินกัน หนุกหนาน ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรไม่ได้ แค่จำได้ นึกถึงก็พอแล้ว มันไม่ใช่วันที่เราเกิดมาอีกรอบที่ไหน แค่บ่งบอกว่าวันที่นี้ ของเดือนนี้ เราได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกอันสวยงาม(รึป่าว)นี่เอง โหดร้ายไปมั้ยนั่น
สุดท้าย "ป๊าไม่รีบ" หลังจากกลับมากินมาม่าที่บ้าน ก็ไปร้าน ไปได้แปปเดียวก็ออกมา ไปดูสี่แพร่งกะพี่พี หนังผีที่แอบฮาๆได้มากที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลย (ไม่รวมหนังตลกผีๆนะ) แต่เรื่องสุดท้ายนี่ไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะเห็นแต่หน้าพลอย มิกล้าดูตอนผีมา กลัวติดตา เหอๆ ที่แน่ๆแอบหลอนตั้งแต่ขึ้นรถ ป๊าเอาไรวางไว้หน้ารถเขียนว่า Pim แอบตกใจเล็กน้อยถึงปานกลาง อยากรู้ว่าทำไมก็ไปดูหนังเอา ดูเสร็จโทรไปบอกป๊าว่ากินข้าวก่อน ป๊าบอกไม่รีบเลยเดินกลับไปกิน zen ที่สยามเซ็น ประมานชั่วโมงผ่านไปโทรมา ป๊าไม่รีบแต่ม๊าง่วงแล้ว เร็วๆหน่อย แต่ก็กินจะเสร็จแล้วแหละ นั่ง bts กลับมาอารี ฝนยังตกอยู่เลย แต่ม๊ามารออยู่แล้วเลยไม่ค่อยเปียก
P.S. หายเร็วๆนะคระ พี่พี จะได้ไปแว้นกัน
Thursday, April 24, 2008
The return of my mobile phone...
ตอนแรกคิดว่าวันนี้จะไม่เขียน ด้วยความขี้เกียดเอามากๆ แต่ก็นะ ความว่างจัดมันมักเป็นเหตุเสมอ บวกกับพี่พีช่วยคิดชื่อเรื่อง ก็เลยเขียนซะหน่อยละกัน
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่น่าเบื่อ ไม่ได้ทำงาน ไปนั่งดูทีวีบ้านเหล่าโกว รอเวลาไปกินข้าวเสรี กินเสร็จไม่รู้จะไปซื้ออะไรเลยไปเดินเล่นร้านหนังสือได้มาเล่มนึง "I Hope They Serve Beer In Hell" ของ Tucker Max ตอนนี้อ่านไปสามตอนแล้ว ถ้าให้คำว่า "ห่าม" หมายถึง สิ่งที่แบบสุดๆไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำ แถมยังกล้าเอามาเขียนเป็นหนังสือแถมดังแบบนี้ เล่มนี้ได้เลย แอบฮาอีกตะหาก สุดๆเลยผู้ชายคนนี้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้ แต่ด้วยความว่างจัดด้วยก็เลยซื้อมา รับรองว่าคำเตือนที่ทำให้ต้องซื้อหนังสือเล่มนี้มาจริงแท้แน่นอน ที่ว่าถ้าแม่มาเห็นคงไม่ปลื้มกับหนังสือเล่มนี้ซักเท่าไหร่ แต่ดีนะแม่ยังไม่เห็น กว่าจะเห็นก็คงอ่านไปเยอะแล้ว เหอะๆ หาหนังสือเล่มนี้ได้ตามร้านขายหนังสือชั้นนำ เพราะไม่รู้ว่าชั้นไม่นำมีป่าว
ได้โทรศัพท์กลับมาแล้น รอคอยมานานหลายวันหลายคืน จะว่าไปก็แค่สามวัน เหอะๆ แต่การไม่มีโทรศัพท์มือถือนี่มันช่างลำบากจริงหนอ เดี๋ยวนี้มันขาดกันไม่ได้ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย นั่งว่างๆเลยถามตัวเองว่าเพราะอะไร ไม่มีมือถือแล้วไปไหนไม่ได้หรอ ได้คำตอบจากใจเลยว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยตรงต่อเวลากันซักเท่าไหร่ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันนะ ละไม่ต้องหาเลยว่าใคร ตัวเองก็ยังทำไม่ได้เลย เป็นเพราะมีโทรศัพท์รึป่าวที่ทำให้คนเราไม่ตรงต่อเวลา คือประมาณว่าอยู่ที่ไหนก็โทรบอกความคืบหน้าได้ คนก็เลยเออเดี๋ยวค่อยโทรบอกก็ได้ ว่ากันไป
แต่ที่ดีคือรอแล้วมันคุ้มค่านี่สิ ได้ขนมแถมมาสองอย่าง กะ สตรอเบอร์รี่อีกครึ่งกล่อง เหอๆ อร่อยเลยพี่น้อง อิอิ
ลัลล้า~ อ่านหนังสือต่อ ติดลม ><
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่น่าเบื่อ ไม่ได้ทำงาน ไปนั่งดูทีวีบ้านเหล่าโกว รอเวลาไปกินข้าวเสรี กินเสร็จไม่รู้จะไปซื้ออะไรเลยไปเดินเล่นร้านหนังสือได้มาเล่มนึง "I Hope They Serve Beer In Hell" ของ Tucker Max ตอนนี้อ่านไปสามตอนแล้ว ถ้าให้คำว่า "ห่าม" หมายถึง สิ่งที่แบบสุดๆไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำ แถมยังกล้าเอามาเขียนเป็นหนังสือแถมดังแบบนี้ เล่มนี้ได้เลย แอบฮาอีกตะหาก สุดๆเลยผู้ชายคนนี้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้ แต่ด้วยความว่างจัดด้วยก็เลยซื้อมา รับรองว่าคำเตือนที่ทำให้ต้องซื้อหนังสือเล่มนี้มาจริงแท้แน่นอน ที่ว่าถ้าแม่มาเห็นคงไม่ปลื้มกับหนังสือเล่มนี้ซักเท่าไหร่ แต่ดีนะแม่ยังไม่เห็น กว่าจะเห็นก็คงอ่านไปเยอะแล้ว เหอะๆ หาหนังสือเล่มนี้ได้ตามร้านขายหนังสือชั้นนำ เพราะไม่รู้ว่าชั้นไม่นำมีป่าว
ได้โทรศัพท์กลับมาแล้น รอคอยมานานหลายวันหลายคืน จะว่าไปก็แค่สามวัน เหอะๆ แต่การไม่มีโทรศัพท์มือถือนี่มันช่างลำบากจริงหนอ เดี๋ยวนี้มันขาดกันไม่ได้ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย นั่งว่างๆเลยถามตัวเองว่าเพราะอะไร ไม่มีมือถือแล้วไปไหนไม่ได้หรอ ได้คำตอบจากใจเลยว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยตรงต่อเวลากันซักเท่าไหร่ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันนะ ละไม่ต้องหาเลยว่าใคร ตัวเองก็ยังทำไม่ได้เลย เป็นเพราะมีโทรศัพท์รึป่าวที่ทำให้คนเราไม่ตรงต่อเวลา คือประมาณว่าอยู่ที่ไหนก็โทรบอกความคืบหน้าได้ คนก็เลยเออเดี๋ยวค่อยโทรบอกก็ได้ ว่ากันไป
แต่ที่ดีคือรอแล้วมันคุ้มค่านี่สิ ได้ขนมแถมมาสองอย่าง กะ สตรอเบอร์รี่อีกครึ่งกล่อง เหอๆ อร่อยเลยพี่น้อง อิอิ
ลัลล้า~ อ่านหนังสือต่อ ติดลม ><
Wednesday, April 23, 2008
เช้าสดใสของวันสุดโหด

เมื่อคืนฝนตกหนัก เมื่อเช้าก้อเลยอากาศดี
นึกถึงทุ่งหญ้ากว้างๆ มีภูเขา มีลำธารเล็กๆ (เว่อร์ไปมั้ยนั่น)
ตื่นมารับไอดินกลิ่นฝนนี่มันน่าสุขใจนัก พรุ่งนี้จะเจออย่างนี้อีกมั้ยนะ
ตอนนี้ฝนก็ยังตกอยู่ ตกนานๆก็ดีนะ จะได้ไม่ร้อน
แต่วันนี้โหดมาก ไปถึงโรงงานตอนสิบโมง พึ่งกลับมาถึงบ้านตอนห้าโมง
นั่งทำสต๊อคย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี ดูเหมือนน้อยเลย
พวกที่ขายไปทำเสร็จแล้ว แต่ไอที่ซื้อมาต้องไปเอาจากบ้านเหล่าโกว
มาทำต่อที่บ้าน พึ่งจะเสร็จเมื่อกี๊เองงิ --"
เบลอ+ง่วงอย่างไม่ต้องสงสัย >o<
Tuesday, April 22, 2008
แบบว่าว่างอ่ะ
เอ่ออออ แบบว่าว่างจัดไม่มีอะไรทำง่ะ ก็เลยมาเขียนเล่น
วาดรูปได้ก็คงจะวาดไปแล้ว ถึงจะไม่สวยก็เหอะ
ว่างขนาดหารูปมาทำ header ใหม่ --" หาวิธีเอาเพลงลงแบบ random ด้วย
หาเจอแต่ใช้ไม่ได้หรือทำไม่เป็นเองก็ไม่รู้ เหอะๆ
ใครรู้ช่วยบอกที แต่ก็แอบคิดว่ามันจะน่ารำคานมั้ย เลยไม่หาต่อ
วันนี้ก็ไปทำงาน รึไปแต่ไม่ได้ทำก็ไม่รู้
ตื่นแต่เช้าไปบ้านเหล่าโกวแล้วนั่งดูทีวีเฉยๆ
รอเวลาไปกินข้าวเสรีแล้วกลับบ้าน (ตอนบ่ายสอง --")
จะไปทำไมก็ไม่รู้ แต่พรุ่งนี้คงไปที่สมุทรปราการ
(พึ่งไปเมื่อวาน ไปอีกแล้วหรือนี่ ไม่เห็นมีไรทำเลย)
โทรศัพท์ก็ยังไม่ได้งิ เลยไปสยามไม่ได้นะพี่พี (บอกในนี้จะรู้กันมั้ยนี่ เหอๆ)
แอบหวังว่าพรุ่งนี้คงได้นะ ไม่มีโทรศัพท์แล้วชีวิตไม่สุขเลย
อยากไปเที่ยววว ที่ไหนก็ได้ อยู่บ้านไม่มีไรทำมากมายเลย T3T
แอบรู้สึกดีที่วันนี้มัน random เพราะทุกเพลงเลย เหอๆ
ว่าแล้วไปแดนซ์ดีกว่า ซียุ้ววววว~
p.s. ทำไงให้มันเว้นบรรทัดหว่า???
Monday, April 21, 2008
ขึ้นบ้านใหม่ ! !
จริงๆแล้วไม่ได้ย้ายบ้านหนีหนี้หรืออะไรหรอก แค่เปลี่ยนที่เก็บความทรงจำที่ไม่สามารถเก็บไว้ในสมองได้หมด ด้วยความที่แรมมันน้อยนิดซะเหลือเกิน ถ้าขยายความจุของสมองได้ง่ายเหมือนไขน๊อตเปิดเคสออกมาเพื่อเพิ่มแรมได้ก็คงดี(นอกเรื่องแล้วไง) ตอนแรกว่าจะย้ายของเก่าสมัยปู่ย่าตาทวดมาด้วย(นานเกินไปละ) แต่มันไม่สามารถเอามาใส่ในวันนั้นๆได้ ก็เลยต้องเก็บลิ้งค์เอาไว้เผื่อว่าอยากรำลึกความหลัง http://minihome.truelife.com/dkkiller
ครั้งแรกนี้คงต้องเริ่มด้วยเรื่องของเมื่อวาน เพราะมัวแต่เป็นสลาฟจนลืมว่ามีภารกิจกู้โลก เอ๊ะ ไม่ใช่ ลืมว่าจะมาเขียน.. ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนนิดนึงเพราะจำได้ว่าเขียนไปว่า มีโอกาสที่จะต้องไปเดินซีค่อนสูง สรุปคือไม่ได้ไปซีค่อน ที่บอกว่าจะได้นอนชิว สรุปก้อชิวแต่ไม่ยาวนานอย่างที่คิด เมื่อวานตอนเช้ากู๋โทรมาชวนไปเซ็นทรัลบางนา ม๊าบอกไปว่ายังไม่มีใครตื่น ก็เลยไม่ได้ไป แต่คือตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ม๊าก็ตื่นแล้ว เสียงดังได้อีก
ลงมาจากห้องตอนประมาณ 11 โมง ลงมาแบบงงๆ ปกติเวลาแบบนี้จะมีโจ๊ก ก๋วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวอะไรซักอย่าง แต่วันนี้ไม่อะไรกินเลย ป๊าม๊าคือกินกันไปแล้วรอบนึง ดูท่าจะเป็นมื้อเช้าตอนสายๆ ป๊าบอกจะสั่งพิซซ่ามากิน อารมณ์ประมาณว่า "รอพวกเอ็งลงมาสั่งนี่แหละ" ก็เออกินก็กิน กินเสร็จก็ด้วยความไม่มีอะไรทำก็นั่งอ่านหนังสือไปเกือบจบเล่ม วันเวลาก้อผ่านไปอย่างรวดเร็ว พิซซ่ายังไม่ทันย่อยหมด ม๊าไปกิน zen ที่ทองหล่อ ก็ไป(เรื่องกินไม่มีขัด ยิ่งไปกินข้างนอกด้วยจะขัดทำไม) กินเสร็จไปซื้อของที่บิ๊กซี ทำให้ได้รู้ว่าที่ตู้แช่แข็งบิ๊กซีมีขายกบ เนื้อจระเข้ หมูป่า ฯลฯของแปลกที่ไม่ค่อยเห็นตามตู้แช่แข็งซุปเปอร์ คือมีหลายอย่างจริงๆ น่าจะมีเนื้อปลาวาฬด้วยนะ จะได้ให้ป๋องไปซื้อ เห็นพูดถึงบ่อยๆ
แต่เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์ ถึงจะมีความสุขเรื่องของกินทั้งวัน แต่ยังมีเรื่องน่าเศร้าอีกสองเรื่องในวันเดียวกัน.. เรื่องแรก ทำโทรศัพท์พัง แต่เช้าเรย ตอนนั่งฟังเพลงอยู่ในห้องน้ำ ด้วยความซน ฟังวิทยุ แล้วดึงเสาออกมาด้วย ตอนแรกมันก็ตั้งได้อยู่หรอก แปปเดียวมันก็หักเองซะงั้น ตอนแรกที่มันหักก็ยังเก็บได้ ดึงไปดึงมามันเก็บไม่ได้ ติดอะไรไม่รู้อยู่ข้างใน ก็เลยฝากม๊าไปซ่อม วันนี้ก็เลยไม่มีโทรศัพท์ใช้และก็คงจะไม่มีใช้ไปอีกไม่น่าจะเกินสองวัน รู้สึกเหมือนขาดปัจจัยนึงในชีวิตเลยอีกเรื่องนึง เพื่อนจะเลิกกัน เฮ่ออออ... ไม่รู้จะอธิบายยังไง ละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกัน อย่างที่แกร้องหนะ "ที่บอกว่ารักไม่ได้ เพราะแม่เธอไม่ให้รัก" ชีวิตช่างน่าเศร้าจริงๆ "จบแล้ววว รักที่เคยเหนื่อยล้ามามากพอ จนยอมต้องปล่อยไป" มีคนเคยบอกว่า "จะรักกันก็ต้องช่วยกันทำลายกำแพงที่กั้นอยู่ ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ต่อสู้คนเดียวมันก็คงจะเหนื่อยเกินไป" แต่อุปสรรคบ้างอย่างมันก็ยากเกินกว่าจะข้ามไปด้วยกันได้ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าไปในที่สุด
เรื่องของเมื่อวานก็ผ่านไปแบบนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากหยุดสงกรานต์ไปเป็นอาทิตย์ กลับมาตื่นเช้าไปทำงานเหมือนเช่นเคย วันน่าเบื่อๆก้อคืบคลานกลับมาหาอีกครั้ง แต่ได้ช๊อคโกแลตมากินอีกหลายอยู่ เหล่าโกวซื้อมาฝากจากเยอรมัน ครั้งหน้าขอเปลี่ยนเป็นตั๋วเครื่องบินแทนได้มั้ยคะ แล้วเมื่อตอนค่ำ นัด ไข่เค็ม ก็มาบอกข่าวดีว่าจะได้หนีเที่ยว เอ้ย บอกว่าจะมีซ้อมสันวันเสา กะ ตัดป้ายชื่อพุธหน้า ที่คณะ ทำให้เกิดไอเดียว่าจะได้ลัลล้าแล้น คริคริ เรื่องออกจากบ้านขอให้บอก ถ้า BTS ไปถึงก็ไปหมด แต่คณะนี่ -*- สงสัยต้องไปกับแปม เพราะถ้าให้ใครไปส่งคงไม่ได้ไป เหอๆ
ครั้งแรกนี้คงต้องเริ่มด้วยเรื่องของเมื่อวาน เพราะมัวแต่เป็นสลาฟจนลืมว่ามีภารกิจกู้โลก เอ๊ะ ไม่ใช่ ลืมว่าจะมาเขียน.. ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนนิดนึงเพราะจำได้ว่าเขียนไปว่า มีโอกาสที่จะต้องไปเดินซีค่อนสูง สรุปคือไม่ได้ไปซีค่อน ที่บอกว่าจะได้นอนชิว สรุปก้อชิวแต่ไม่ยาวนานอย่างที่คิด เมื่อวานตอนเช้ากู๋โทรมาชวนไปเซ็นทรัลบางนา ม๊าบอกไปว่ายังไม่มีใครตื่น ก็เลยไม่ได้ไป แต่คือตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ม๊าก็ตื่นแล้ว เสียงดังได้อีก
ลงมาจากห้องตอนประมาณ 11 โมง ลงมาแบบงงๆ ปกติเวลาแบบนี้จะมีโจ๊ก ก๋วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวอะไรซักอย่าง แต่วันนี้ไม่อะไรกินเลย ป๊าม๊าคือกินกันไปแล้วรอบนึง ดูท่าจะเป็นมื้อเช้าตอนสายๆ ป๊าบอกจะสั่งพิซซ่ามากิน อารมณ์ประมาณว่า "รอพวกเอ็งลงมาสั่งนี่แหละ" ก็เออกินก็กิน กินเสร็จก็ด้วยความไม่มีอะไรทำก็นั่งอ่านหนังสือไปเกือบจบเล่ม วันเวลาก้อผ่านไปอย่างรวดเร็ว พิซซ่ายังไม่ทันย่อยหมด ม๊าไปกิน zen ที่ทองหล่อ ก็ไป(เรื่องกินไม่มีขัด ยิ่งไปกินข้างนอกด้วยจะขัดทำไม) กินเสร็จไปซื้อของที่บิ๊กซี ทำให้ได้รู้ว่าที่ตู้แช่แข็งบิ๊กซีมีขายกบ เนื้อจระเข้ หมูป่า ฯลฯของแปลกที่ไม่ค่อยเห็นตามตู้แช่แข็งซุปเปอร์ คือมีหลายอย่างจริงๆ น่าจะมีเนื้อปลาวาฬด้วยนะ จะได้ให้ป๋องไปซื้อ เห็นพูดถึงบ่อยๆ
แต่เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์ ถึงจะมีความสุขเรื่องของกินทั้งวัน แต่ยังมีเรื่องน่าเศร้าอีกสองเรื่องในวันเดียวกัน.. เรื่องแรก ทำโทรศัพท์พัง แต่เช้าเรย ตอนนั่งฟังเพลงอยู่ในห้องน้ำ ด้วยความซน ฟังวิทยุ แล้วดึงเสาออกมาด้วย ตอนแรกมันก็ตั้งได้อยู่หรอก แปปเดียวมันก็หักเองซะงั้น ตอนแรกที่มันหักก็ยังเก็บได้ ดึงไปดึงมามันเก็บไม่ได้ ติดอะไรไม่รู้อยู่ข้างใน ก็เลยฝากม๊าไปซ่อม วันนี้ก็เลยไม่มีโทรศัพท์ใช้และก็คงจะไม่มีใช้ไปอีกไม่น่าจะเกินสองวัน รู้สึกเหมือนขาดปัจจัยนึงในชีวิตเลยอีกเรื่องนึง เพื่อนจะเลิกกัน เฮ่ออออ... ไม่รู้จะอธิบายยังไง ละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกัน อย่างที่แกร้องหนะ "ที่บอกว่ารักไม่ได้ เพราะแม่เธอไม่ให้รัก" ชีวิตช่างน่าเศร้าจริงๆ "จบแล้ววว รักที่เคยเหนื่อยล้ามามากพอ จนยอมต้องปล่อยไป" มีคนเคยบอกว่า "จะรักกันก็ต้องช่วยกันทำลายกำแพงที่กั้นอยู่ ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ต่อสู้คนเดียวมันก็คงจะเหนื่อยเกินไป" แต่อุปสรรคบ้างอย่างมันก็ยากเกินกว่าจะข้ามไปด้วยกันได้ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าไปในที่สุด
เรื่องของเมื่อวานก็ผ่านไปแบบนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากหยุดสงกรานต์ไปเป็นอาทิตย์ กลับมาตื่นเช้าไปทำงานเหมือนเช่นเคย วันน่าเบื่อๆก้อคืบคลานกลับมาหาอีกครั้ง แต่ได้ช๊อคโกแลตมากินอีกหลายอยู่ เหล่าโกวซื้อมาฝากจากเยอรมัน ครั้งหน้าขอเปลี่ยนเป็นตั๋วเครื่องบินแทนได้มั้ยคะ แล้วเมื่อตอนค่ำ นัด ไข่เค็ม ก็มาบอกข่าวดีว่าจะได้หนีเที่ยว เอ้ย บอกว่าจะมีซ้อมสันวันเสา กะ ตัดป้ายชื่อพุธหน้า ที่คณะ ทำให้เกิดไอเดียว่าจะได้ลัลล้าแล้น คริคริ เรื่องออกจากบ้านขอให้บอก ถ้า BTS ไปถึงก็ไปหมด แต่คณะนี่ -*- สงสัยต้องไปกับแปม เพราะถ้าให้ใครไปส่งคงไม่ได้ไป เหอๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)