Sunday, July 21, 2013

Monday, June 16, 2008

โลก้า

เพราะว่างทำให้ได้คิด
เพราะว่างทำให้ฟุ้งซ่าน
เพราะว่างทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย
เพราะว่างทำให้มีจินตนาการ

เพราะว่าง...ทำให้เกิดเรื่องราวของโลก้า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในขณะที่โลกยังมีแม่มด พ่อมด มังกร นักเวทย์และปีศาจอยู่นั้น ยังมีเด็กน้อยผู้หนึ่ง ชื่อว่า โลก้า ผู้เกิดหลังวังแห่งกษัตริย์

เด็กน้อยคนนั้นเป็นเด็กฉลาด เก่งในทุกด้านและชอบออกผจญภัยในป่าใหญ่ วันหนึ่ง โลก้าออกไปล่าสัตว์กับพ่อ แต่ดันไปล่าสัตว์ตัวเดียวกันกับเจ้าชาย

“เจ้าเป็นใคร บังอาจมาแย่งหมีควายของข้า ไม่กลัวตายหรืออย่างใด” โลก้า ยืนอย่างไม่หวั่นไหว “ข้าคิดว่าสัตว์ป่ามิได้เป็นของใครและไม่ทราบมาก่อนว่าเจ้าชายมีความประสงค์ต้องการหมีควายตัวนี้” เจ้าชายชอบในความมีไหวพริบของโลก้า จึงอยากประลองความสามารถโดยการท้ายิงธนู

เจ้าขายชี้ไปที่นกที่ห่างไป 7 กม. แล้วบอกว่า “เรายิงพร้อมกัน หากธนูใครโดนก็ถือเป็นผู้ชนะ” โลก้าคว้าธนูขึ้นพร้อมจะยิง แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง “ท่านพี่คะ น้องว่าเรากลับวังได้แล้ว” เมื่อโลก้าหันไปมอง จึงเห็นเจ้าหญิงรูปงาม ผมเธอสีดำ ดวงตาโตเป็นประกาย ริมฝีปากชมพูระเรื่อ และผิวขาวใสปานหิมะยามเช้า

เจ้าชายจึงแนะเจ้าหญิงให้รู้จักกับโลก้า และบอกว่า “ข้าขอประลองกับโลก้าซักตั้งก่อน” โลก้าผู้ที่หัวใจตกอยู่ในความงามขององค์หญิงอริเซียร์รังสิต จึงเล็งธนูพลาดเป็นเฉียดนกน้อยไปเพียงเส้นผม ส่วนของเจ้าชายถูกกลางตัวนกพอดี

“อย่างไรก็ตามเจ้าก็เป็นเพียงชนชั้นสามัญมิอาจทำตัวเทียบเสมอกับข้าได้การแข่งขันครั้งนี้ก็ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วเจ้าต้องถูกลงโทษบ้าง” ในขณะที่เจ้าชายกำลังจะสั่งลงโทษโลก้านั้น บังเกิดฝูงมังกรสีแดงฉานบินข้ามป่า มุ่งตรงไปยังเมือง

“แย่แล้วเจ้ามังกรนั่นกำลังไปที่เมือง เห็นที่ข้าต้องไปปราบมันซะแล้ว อริเซียร์ เจ้ากลับไปรอข้าที่วัง” เจ้าชายตรัส “ข้าขอติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่ เผื่อจะมีอะไรที่ข้าจะพอช่วยท่านได้บ้าง” เจ้าชายมองหน้าโลก้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “อืมม ถ้าเจ้าคิดว่ามีความสามารถกระนั้น ก็ตามข้ามาแล้วกัน”

จากนั้นทั้งสองจึงควบม้าไปยังเมืองพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง อีกส่วนอารักขาเจ้าหญิงผู้เลอโฉมกลับไปยังปราสาท(อริเซียร์ รังสิต มีเชื้อไทย เรียนม.กรุงเทพ แล้วจึงกลับไปช่วยพี่ชายปกครองอาณาจักร)

หากฝันร้ายมีจิงก็คงเป็นภาพที่ได้เห็นเมืองเมลอส เพียงชั่วพริบตา เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในเปลวเพลิง เจ้าชายและโลโก้ เอ้ย โลก้า พร้อมพลพรรคต่างเร่งควบม้า ไปยังปราสาท เพื่อหวังว่าราชายังมีชีวิตอยู่

แต่เมื่อถึงหน้าประสาท ก็พบมังกร ที่มีขนาดใหญ่กว่าช้าง ถึง5เท่าแต่ที่น่าแปลกกว่านั้น มีผู้ชายสวมชุดผ้าคลุมสีดำ ถือคทาประกายสี อยู่บนหลังมังกรชายผู้นั้นเป็นเป็นพ่อมดจอมขมังเวทย์ ชื่อ เฟอร์ฟิน เจ้าชายตรัสถามพ่อมดว่า “เจ้าต้องการอะไร ถึงบุกมาถึงที่นี่” “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าชายของอาณาจักรแห่งนี้มีความสามารถสูงส่ง หาผู้ใดเทียบมิได้ ข้าต้องการประมือกับท่าน” พ่อมดกล่าว

เจ้าชายพลาดพลั้งถูกพ่อมด จับกด และกระทำชำเลาด้านประตูหลัง จนเสร็จไป3ที เอ้ย ไม่ใช่ๆ เจ้าชายคว้าดาบขึ้นพุ่งตรงหามังกรไฟ มังกรไฟพ่นเปลวเพลิงมายังเจ้าชาย เจ้าชายพุ่งตัวหลบ ดีดตัว ปีนขึ้นหลังของมังกรไฟ เอาดาบเสียบที่จุดหัวใจของมังกร พ่อมดเฟอร์ฟิน ณ บางจาก ยิงคาถาสีเขียวที่ได้ร่ำเรียนมาจากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร สเปตูฟาย เจ้าชายกำลังพยายามดึงมีดออกจากหัวใจมังกรจึงหลบไม่พ้น โดนคาถาไปเต็มๆ กระเด็นตกลงมา

พ่อมดเตรียมซ้ำคาถาอีกทีแต่ก็มีลูกธนูเสียบเข้าที่แขน “หยุดนะ” โลก้าเอ่ยขึ้น พ่อมดถามว่า “เจ้าเป็นใครบังอาจมาบอกให้ข้าหยุด ถ้าข้าไม่หยุดแล้วเจ้าจะทำไมข้า” “เจ้าพ่อมดเจ้าคิดว่าการทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้นี่มันยุติธรรมแล้วหรือ มาสู้กับข้าดีกว่า” โลก้าตอบ “เจ้าเด็กน้อย ตัวแค่นี้จะมาสู้อะไรข้าได้” พ่อมดเย้ย “ลองดูหน่อยจะเป็นไร” แล้วก็ยกคันธนูอย่างรวดเร็วยิงไปถูกแขนของพ่อมด

พ่อมดเห็นหนทางลำบากจึงได้เรียกฝูงมังกรโฉบจับเจ้าหญิงอริเชียร์ รังสิตพร้อมใช้คาถาเรียกลูกไฟอามาเก็ดดอน ให้ตกลงมาจากฟ้า พร้อมกับหัวเราะลั่น 5555 เรื่องภายในวันนี้ไม่มีจบง่ายๆ ข้าขอตัวเจ้าหญิงไปก่อนหากเจ้าต้องการพบข้า โปรดมาพบข้าที่สวีทดั้กดินแดนที่ถูกลืม ข้าจะรอต้อนรับเจ้าอยู่ที่นั่นและพ่อมดก็ขี่หลังมังกรหายไปจากท้องฟ้า

โลก้าเข้าไปช่วยเจ้าชายที่นอนกองอยุ่ที่พื้น แล้วพาเข้าไปให้หมอหลวงดูแล เจ้าชายฝากความหวังไว้กับโลก้า ให้พาตัวเจ้าหญิงกลับมาอย่างปลอดภัย โลก้าสัญญาโดยเอาหัวเป็นประกัน เจ้าชายมอบดาบและเกราะไว้ให้พร้อมกับแบล๊คเลเบิลขวดนึง เพื่อไปเส้นยามรักษาการของดินแดนนั้น ว่าแต่ดินแดนสวีทดั๊กมันอยู่หนใดกัน...

โลก้าออกเดินทางพร้อม แบล็คเลเบิลคู่ใจ มุ่งไปทางทิศใต้เพื่อตามหาผู้วิเศษ บุตรแห่งอาซาลอส ณ เมืองก้ำกึ่ง เมื่อไปพบโจเซ่ วาซาลอส บุตร แห่งอาซาลอสที่เมืองก้ำกึ่ง “ท่านโจเซ่ บอกข้าได้หรือไม่ว่าดินแดนสวีทดั้กนั้นอยู่ที่ใด” โจเซ่บอกว่า หากเจ้าตอบคำถามข้าได้ ข้าจะยอมบอกเจ้า
1. เหตุใดห้องน้ำเมืองก้ำกึ่งจึงอยู่ข้างล่าง?
2. เหตุใดเมืองก้ำกึ่งจึงมีแต่หมอกควันไร้ซึ่งแสงสว่าง?
3. และเหตุใดเมืองนี้จึงสามารถปิดได้ช้ากว่าเมืองอื่นๆ

โลก้า เคยเรียนวิชาไสยศาสตร์มาจากพ่อ จึงนั่งทางในถามเจ้าที่เจ้าทางของเมือง(ท่านป๋อง) ได้ความว่า
- ที่เมืองนี้ไม่มีห้องน้ำเป็นของตัวเองเนื่องจากห้องน้ำนั้นเป็นของประเทศทรงพิเชษฐ์
- ส่วนเมืองก่ำกึ่งไม่มีแสงสว่างเพราะเป็นที่ผลิตและส่งออกของบารากุชั้นดี - และเนื่องจากเมืองนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองแห่งอบายมุขจึงสามารถปิดได้ช้ากว่าเมืองอื่น “ทีนี้จะบอกได้หรือยัง”

“ได้ ข้าจะเล่าเกี่ยวกับเมืองสวีทดั้กให้เจ้าฟัง เมืองสวีทดั้กหรือเมืองแห่งความตายอยู่ในดินแดนระหว่างความฝันและความจริง มีลมแรงพัดตลอดเวลาทั้งๆที่ควรจะเย็น แต่กลับไม่เย็น เมื่อก่อนอยู่ติดกับเมืองกระฉ่อน แต่เมื่อเมืองกระฉ่อนย้ายไปจึงทำให้เมืองสวีทดั้กเป็นเมืองที่สาบสูญ มีหนุ่มสาวหลายคนเอาชีวิตและอนาคตไปทิ้งที่นั่นนักต่อนักแล้ว แต่หากเจ้าอยากเข้าไปจริงๆ เจ้าต้องออกเดินทางตามหาดอกไม้ 7 สี อยู่ที่สวนแห่งอนาคต(ฟิวเจอปาร์ค) เอาละอย่าช้าเลยขอหวังว่าเจ้าจะตามหาดอกไม้ 7 สีได้ในไม่ช้า

โลก้าเกรงใจที่จะถามต่อ จึงออกเดินทาง ในใจครุ่นคิดว่า ดอกไม้เจ็ดสีที่ว่านี่มันดอกอะไรกัน มันจะหน้าตาเป็นยังไง แล้วจะไปตามหาเจอได้อย่างไร

เดินทางไปตามทางเจอฤๅษีตนหนึ่ง บอกว่าต้องไปตามหากล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ต้องใช้คาถาในการหาดอกไม้ที่มีเจ็ดสี ซึ่งข้าก้อไม่รู้ว่ามันอยู่หนใด เจ้าก้อไปตามหาเอาเองละกันนะ ส่วนคาถาก็อยู่ไม่ไกลจากกล่องนั้นหรอก ขอให้พลังจนสถิตอยู่กับเจ้า

โลก้าออกเดินทางไปที่ป่าแห่งอนาคต ที่นี่มีคนมากมายหลงทาง ด้วยมีปีศาจมากมายคอยล่อลวง บ้างก็เสียเวลา บ้างก็เสียเงินทอง เดินทางวกวนในที่เเห่งนี้จนบางทีก็ไม่รู้เหตุผลว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม แต่โลก้าทราบดี เขามาเพื่อหากล่องปริศนา ที่บรรจุคาถาในการตามหาดอกไม้ 7 สี เขาขึ้นบันได เลื่อนขึ้นไปเข้าใจกลางป่าพบถ้ำเขียนว่า TELEWIZ กล่องต้องอยู่ในนี้แน่โลก้าคิดในใจพร้อมเดินเข้าไปในถ้ำแห่งนี้

เหตุการณ์จะเป็นยังไง เจ้าหญิงจะรอดพ้นอันตรายหรือไม่ โลก้าจะพบอะไรในถ้ำแห่งนี้ ดอกไม้ 7 สีอยู่ที่ใด...โปรดติดตามตอนต่อไป


ปล. เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่มีชื่อเรื่อง(อย่างเป็นทางการ) --"


credit : p'Jack

Saturday, June 14, 2008

เปลี่ยน

และแล้วหนึ่งอาทิตย์เต็มๆที่แสนจะยาวนานก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น(มั้ง) ฟิ้วววววว...

ขึ้นปีการศึกษาใหม่ก็มีอะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่แน่ๆ แก่ขึ้นอีกปี ชีวิตเด็กปีหนึ่งที่เคยเที่ยวเล่นไปวันๆ เซง เครียด กินเหล้า(กินไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น) ไปเที่ยว เสียตังค์ ตื่นสาย ขี้เกียจเข้าเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง อาการนี้เหล่านี้ต้องน้อยลง แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ไปเลยนะ เหอะๆ แล้วแต่สถานการณ์ละกัน ดูจากเกรดเทอมที่แล้ว ถ้าไม่ตั้งกฎในชีวิตอาจแย่ได้ ชีวิตใหม่ๆ เรียนวิชาใหม่ๆกับอาจารย์ใหม่ๆ และอีกหลายๆๆๆอย่าง

เหมือนที่วันนี้พึ่งเรียนมาเลย ทุกๆอย่างรวมกันเป็นหนึ่ง ถ้าสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปสิ่งอื่นก็ไม่เหมือนเดิมด้วย อย่างเวลาที่เดินผ่านไป อายุเราก็มากขึ้นตาม โตขึ้น มีความคิดมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น รับผิดชอบตัวเอง เกรดก็อาจจะดีขึ้น รับผิดชอบต่อสังคม โลกก็ร้อนขึ้นช้าอีกหน่อย การได้นอนอย่างเพียงพอก็ไม่ตื่นสาย ไม่หลับในห้องเรียนด้วย แต่จะเรียนรู้เรื่องหรือไม่ก็อีกเรื่อง

คือเปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน เปลี่ยนไปรักคนที่ห่วงใย ให้ใจไม่เจ็บ ใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา เปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน และยอมรับที่ตัวฉันเป็น ก็คงไม่เหนื่อย ไม่ไร้ค่า เปลี่ยนใจรักใครคนใหม่ยังง่ายกว่า... เอ๊ะ แอบไม่เกี่ยวแฮะ นั่นมันเพลงของอีทีซี

เอาเป็นว่าเปลี่ยนยังไงก็ได้ให้มันดีละกัน ถ้ามันจะแย่ลงก็อย่าเปลี่ยนเลย อย่างน้อยมันก็ไม่มากไปกว่านั้น

Sunday, June 1, 2008

อยากเป็นกระต่ายมั่ง

วันนี้ตื่นมาก็เจอบ่นแต่เช้าเลย นอนดึกเกิน แต่ได้ออกไปนอกบ้านแล้วสบายใจ

เลยออกไปลัลล้า ดูละครสั้นในเทศกาลละครสั้นหน้ากากเปลือย ที่สถาบันปรีดีฯ ที่ทองหล่อนี่เอง มีสี่เรื่อง คือ เรื่องนี้ยาวสามปี, อัลเตอร์เนท คอนโทรล ดีลีท(เรื่องนี้แอบงงอ่ะ เหอๆ), ห้องสยองต้องสยิว และ กล่องช็อกโกแล็ต สนุกดี

ได้รู้ว่าเวลาจะด่าใคร ต้องด่าว่าสัตว์ เขาจะได้เลือกได้ว่าจะเป็นอะไร ไม่ควรไปกำหนดให้เขา เพราะมันอาจจะดีเกินไป เอ้ย อาจจะใจร้ายไปหน่อย อย่างที่สองเวลาจะบอกว่า"เสี่ยยยยยยว"ต้องลากด้วย ถึงจะได้รู้ซึ้งถึงความเสี่ยว ได้ใจมาก

แล้วก็ไปเดินสยามด้วยความที่ยังไม่อยากกลับบ้าน มีคอนเสิร์ต Virgin Hitz ด้วย แวะไปดูนิดนึงแล้วก็กลับ กลับมานึกถึงเรื่องจะเปิดเทอมแล้ว มันก็เหมือนมีไรวุ่นวายอยู่ในหัวเต็มไปหมด คิดไรไม่ออกเลยแฮะ

ป.ล. การโดนบ่นแต่เช้าอาจทำให้ ไม่สดใสทั้งวัน ควรหลีกเลี่ยงการโดนบ่นไม่ว่าจะเวลาและกรณีใดๆ (ถ้าอ่านบลอคแล้วงง ก็ไม่ต้องสงสัย)

Friday, May 30, 2008

สวนรถไฟ

อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างงี้ ถ้าว่างๆแล้วอังเอิญว่าฝนไม่ตกหรือหยุดตกแล้ว ก็น่าไปสวนนะ สวนไหนก็ได้ อากาศดีมากๆ ไม่มีแดด ลมเย็นๆ บรรยากาศชิวๆ วันนี้เลยไปสวนรถไฟ เวลาผ่านไปก็นั่งลุ้นว่าฝนจะตกมั้ย สรุปตอนไปฝนไม่ตก ตกตอนไปถึงแล้ว ดีนะที่ตกแปปเดียว พอออกไปอยุ่ที่โล่งๆเลยไม่ร้อน

เมื่อฝนตก (สมมติว่าเห็นสายฝนโปรยลงมา) มันตกจริงๆนะ

ร้อนจนควันขึ้นเลย

เดินตามหารักแท้ เอ้ย ที่เช่าจักรยาน....นี่ไงจักรยาน ต้องเดินต่อไป --"

แวะเล่นที่สนาม"เด็ก"เล่น คงพอจะเดาได้ว่าผลเป็นไง

ระหว่างที่ขี่จักรยาน

ขี่ไปตามทาง
มีทั้งสวนและรถไฟ

ป.ล. การที่แดดออกไม่ได้แปลว่าฝนจะไม่ตก การที่ฝนไม่ตกไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีวันตก

Thursday, May 29, 2008

น้ำมัน..ผิด

นั่งรถผ่านปั๊มน้ำมันเห็นเลขสี่อยู่ที่หลักสิบบนป้ายประกาศราคาน้ำมันแล้วมันน่าตกใจซะจริงๆ เห็นทีไรก็นึกถึงเมื่อก่อนที่น้ำมันลิตรละสิบกว่าบาททุกที

น้ำมันแพงขึ้นทุกวันแบบนี้ก็ทำเอาคนไทยเดือดร้อนกันไปหมด แต่คนก็ยังต้องใช้รถอยู่ดี อากาศร้อนๆแบบนี้ใครๆก็อยากอยู่แต่ในที่เย็น ขนาดจะเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์ยังคิดแล้วคิดอีกเลย

พูดถึงรถเมล์ วันนี้รถร่วมขสมก.หยุดเดินรถประท้วง แถวกระทรวงคมนาคมคงจะรถติดหนักน่าดู แต่ถนนที่ผ่านประจำอย่างอ่อนนุช สุขุมวิทที่กำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถติดประจำ วันนี้ถนนโล่งกว่าปกติ อาจเป็นเพราะจำนวนรถน้อยลง BTSกับแท๊กซี่คงมีคนใช้บริการไม่น้อยเลยทีเดียว

จะว่าไปก็น่าเห็นใจ พวกรถเมล์ น้ำมันแพงขึ้น ไม่ขึ้นตามก็ขาดทุน แต่ถ้าขึ้น ผู้โดยสารที่ยังจำเป็นต้องโดยสารรถประจำทางก็เดือดร้อน ข้าวของก็แพง ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละวันที่สูงขึ้น กับเงินเดือนอันน้อยนิด (ถ้าเยอะก็คงไม่ขึ้นรถเมล์กันหรอก)

ถ้าอากาศไม่ร้อนอย่างนี้คงมีทางออกที่น่าสน อย่างคนกรุงเทพขี่จักรยานไปทำงานแทนเนอะ ทั้งประหยัดทั้งได้ออกกำลังกาย ไม่ทำให้โลกร้อนด้วย เศรษฐกิจแบบนี้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด แต่เรื่องเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ เอ๊ะยังไง (-"-)

ป.ล. ถ้าน้ำมันขึ้นถึงลิตรละห้าสิบจะเป็นยังไงกันนี่??

Wednesday, May 28, 2008

เมื่อความ"อยาก"มาพบกัน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นวันที่แสนจะธรรมดาวันหนึ่ง เดินทางไกล ไปถึงกรมที่ดินแถวเอแบคบางนา จะว่าไปก็ไม่ไกลเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ไปโรงงาน ทำงานเดิมๆให้เสร็จ

แล้วก็ไปสยามกะกุ๊กกะอ้อม ตอนแรกก็ไปเพราะอ้อมบอกว่าปีสองชวนน้องไปเที่ยวกัน ก็เลยไป ไปถึงไปนั่งกินติมกัน อ้อมบอกว่าน้องร้องเกะกันอยู่ กินเสร็จเข้าไปดู น้องเยอะได้อิก แต่หน้าไม่คุ้นเลยซักคน จะว่าไปรุ่นเดียวกันบางคนก็ไม่คุ้น เหอะๆ

แต่ก็ไม่ได้เข้าไปนั่ง พอดีเจอพวกนัทสึ เลยยืนกันอยู่หน้าห้องประมาณสิบนาที แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินเล่นกัน แล้วก็ไปโบนันซ่าเดินเล่นไปเรื่อย แล้วกุ๊กก็เกิดอยากเจาะหูขึ้นมา ก็เลยอยากกันไปหมด สรุปก็เจาะกันหมด อยู่ดีๆก็หาเรื่องเจ็บตัวกันถ้วนหน้า แต่ด้วยความอยากที่ไม่อยากอยู่นานแล้ว เจาะเสร็จก็เดินปวดกันไปอย่างสบายใจ

ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ความต้องการของคนหลายคนมันเกิดพร้อมกัน แต่บางครั้งการได้ทำอะไรที่อยากจะทำ มันก็เป็นความสุขอย่างนึง ถ้ามีโอกาสก็รีบทำซะ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป บางทีมันก็ไม่ได้มาตามคำเรียกร้อง...